ญี่ปุ่นเสริมงบทหาร ละทิ้งแนวทางป้องกันประเทศเชิงสันติ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เมื่อวันศุกร์ ที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นประกาศแผนเสริมสร้างแสนยานุภาพทางทหารภายใต้งบประมาณ 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11 ล้านล้านบาท

ซึ่งเป็นงบประมาณด้านความมั่นคงก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ทำให้ญี่ปุ่นถูกมองว่ากำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของประเทศ ออกจากแนวทางสันตินิยมที่ยึดถือปฏิบัติมายาวนานตั้งแต่ช่วงหลังสงคราม

ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นเริ่มทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค หนึ่งในนั้นคือ เกาหลีเหนือ ที่ออกมาประกาศจะตอบโต้เป็นชาติแรก

สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ สื่อทางการของรัฐบาลเกาหลีเหนือ รายงานโดยอ้างคำแถลงของกระทรวงต่างประเทศเกาหลีเหนือวันนี้ (20 ธ.ค.) ที่ระบุว่า ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นอันตราย และยังเป็นการเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค

เกาหลีเหนือระบุว่า ยุทธศาสตร์ใหม่ด้านความมั่นคงของญี่ปุ่น เป็นนโยบายที่ก้าวร้าว และมุ่งหวังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออก ที่อาจนำไปสู่การหวนกลับไปรุกรานชาติเพื่อนบ้าน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยกระทำในอดีต

ขณะที่ คิม โยจอง  น้องสาวผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ระบุว่า รัฐบาลเปียงยางจะไม่ยอมก้มหัวให้กับมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมใดๆ และจะไม่ยุติความพยายามของตัวเองในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนขีปนาวุธและยุทโธปกรณ์ต่างๆ เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามและอันตรายที่อยู่รอบด้าน 

ทำไมแผนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางการทหารครั้งใหม่ของญี่ปุ่น จึงสร้างความไม่พอใจและความหวาดระแวงแก่ชาติเพื่อนบ้าน

แผนยุทธศาสตร์ใหม่ระยะเวลา 5 ปี ซึ่งอยู่ภายใต้งบประมาณ 320,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 11 ล้านล้านบาท จะทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติที่มีการใช้จ่ายงบประมาณทางทหารสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 3 ของโลกในทันที  ตามหลังเพียงแค่สหรัฐอเมริกากับจีนเท่านั้น

แผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ซึ่งถูกผลักดันโดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ ยังเป็นการดึงญี่ปุ่นออกจากแนวทางความมั่นคงแบบสันตินิยมที่ญี่ปุ่นยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมายาวนานตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้เกิดความกังวลว่า ญี่ปุ่นอาจใช้กำลังทางทหารรุกรานชาติอื่นๆ เหมือนกับในอดีต รวมถึงการเปิดทางให้ญี่ปุ่นสามารถใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีเป้าหมายที่เห็นว่าเป็นภัยคุกคามของประเทศได้ก่อน  ถึงแม้นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น จะยืนยันว่าจุดประสงค์หลักของแผนยุทธศาสตร์ใหม่นี้ ยังคงอยู่ที่ "การป้องกันตนเอง" เป็นสำคัญ

เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลของนายกฯคิชิดะ ได้ให้การรับรองเอกสารสำคัญ 3 ฉบับ เป็นความพยายามครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่จะยกเครื่องยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของญี่ปุ่นใหม่ โดยเอกสารดังกล่าวครอบคลุมทั้งมาตรการป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่กว้างขวางขึ้นจากเดิม

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติและยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ จะกำหนดนโยบายใหม่ ทำให้ญี่ปุ่นสามารถทำการโจมตีตอบโต้ ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะเท่านั้น โดยจะจำกัดอยู่ที่การป้องกันตนเองและจะไม่ชิงลงมือโจมตีก่อน

แต่คำพูดที่ใช้ในเอกสารดังกล่าวว่าเป็นการโจมตีตอบโต้ที่จะทำให้ญี่ปุ่นสามารถโจมตีฐานของศัตรูได้ กำลังเป็นที่ถกเถียงว่า อาจเป็นการเลี่ยงคำแทนที่จะใช้คำว่าชิงโจมตีก่อนหรือไม่ และทำให้เกิดความไม่สบายใจ รวมถึงกระแสต่อต้านตามมา

ที่ผ่านมา มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ที่ถูกกำหนดขึ้นในช่วงการปกครองของสหรัฐอเมริกาหลังญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเนื้อหาที่จะไม่ทำสงครามและห้ามญี่ปุ่นใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ  ขณะที่กองกำลังของญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อว่ากองกำลังป้องกันตนเอง ถูกจำกัดบทบาทให้มีหน้าที่เฉพาะการป้องกันประเทศเท่านั้น 

แต่นักวิจารณ์สายเหยี่ยวมองว่ามาตรา 9 นี้ทำให้กองกำลังญี่ปุ่นด้อยศักยภาพในการตอบสนองต่อภัยคุกคามด้านความมั่นคงในปัจจุบัน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากขีปนาวุธเกาหลีเหนือ

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธ 2 ลูกไปตกลงในน่านน้ำนอกชายฝั่งคาบสมุทรเกาหลี ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเกาหลีเหนือประสบความสำเร็จในการพัฒนา 'เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง แรงดันสูง' ซึ่งจะช่วยให้ยิงขีปนาวุธได้เร็วขึ้นและเคลื่อนย้ายฐานยิงได้สะดวกยิ่งขึ้น

เฉพาะในปีนี้ปีเดียว เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธไปแล้ว 35 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขการทดสอบที่สูงที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังมีการยิงขีปนาวุธที่เชื่อว่าเป็นขีปนาวุธข้ามทวีป ผ่านน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นด้วย

นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้รัฐบาลนายกฯ คิชิดะ นำมาใช้มาเป็นเหตุผลในการเพิ่มงบประมาณทางทหารของญี่ปุ่น

ในเอกสารยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงฉบับใหม่ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นการแก้ไขหนแรกในรอบ 10 ปีนี้ ได้ระบุว่า จีนเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงในภูมิภาคและไม่ได้ระบุข้อความว่า ญี่ปุ่นพยายามที่จะเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์กับจีนเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอีกต่อไป

ซึ่งแตกต่างจากเอกสารยุทธศาสตร์ฉบับก่อนหน้านี้ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจีน  ขณะที่จีนได้เรียกร้องญี่ปุ่นให้ทำตามฉันทามติทางการเมืองที่ทั้งสองประเทศจะเป็นหุ้นความส่วนร่วมมือและไม่เป็นภัยคุกคามระหว่างกัน

รัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนที่จะเพิ่มงบประมาณทางการทหารให้ได้ร้อยละ 2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ภายใน 5 ปีข้างหน้า  จากแต่เดิมที่งบทางทหารของญี่ปุ่นอยู่ราวร้อยละ 1 มาตั้งแต่หลังสงครามโลกที่ 2

งบประมาณที่เพิ่มขึ้นจะถูกนำไปซื้ออาวุธใหม่ ซึ่งรวมถึงการซื้อขีปนาวุธโทมาฮอว์คของสหรัฐอเมริกา  ที่สามารถยิงจากพื้นดินและพื้นน้ำ ขึ้นสู่อากาศ โดยสามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปไกลได้ถึง 1,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะทางที่เพียงพอจะยิงไปถึงเกาหลีเหนือ และพื้นที่แถบชายฝั่งทางตะวันออกของจีน

งบประมาณทางทหารที่เพิ่มขึ้นตามแผนยุทธศาสตร์ใหม่ของญี่ปุ่น นอกจากจะนำมาใช้ในการซื้อยุทโธปกรณ์ใหม่แล้ว   มีรายงานว่าญี่ปุ่นมีแผนจะเพิ่มศักยภาพในด้านข่าวกรองและความปลอดภัยทางไซเบอร์ หลังจากที่ผ่านมาญี่ปุ่นต้องพึ่งพาสหรัฐฯในเรื่องเหล่านี้ เพื่อสกัดกั้นการสอดแนมและการคุกคามทางไซเบอร์ โดยเฉพาะจากจีน

อย่างไรก็ดี การปรับเปลี่ยนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงครั้งนี้ เริ่มทำให้เกิดการประท้วงในญี่ปุ่น จากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยและมีความกังวลใจต่อการเพิ่มงบประมาณทางทหารและขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับสงคราม

ที่ผ่านมาถึงแม้บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งในญี่ปุ่นจะยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเสริมสร้างแสนยานุภาพทางด้านความมั่นคง แต่ในช่วงหลัง เริ่มมีเสียงสนับสนุนมากขึ้นให้มีการปรับปรุงศักยภาพของกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น  หลังเผชิญภัยคุกคามจากการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือบ่อยครั้ง รวมไปถึงการรุกรานยูเครนของรัสเซีย และความกังวลว่าจีนอาจใช้กำลังบุกไต้หวัน ที่จะส่งผลต่อความมั่นคงของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดี ชินจิโร ฮากิวาระ ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโยโกฮามา ออกมาเตือนว่า แม้ญี่ปุ่นจะอ้างถึงภัยคุกคามที่ตัวเองกำลังเผชิญ แต่แผนยุทธศาสตร์ใหม่กลับไม่มีหลักประกันใดๆว่า ญี่ปุ่นจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีประเทศอื่นก่อน และตราบใดที่ญี่ปุ่นไม่สร้างความชัดเจนในประเด็นนี้ นั่นก็หมายความว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีต และกำลังจะทำผิดพลาดซ้ำอีกเป็นครั้งที่สอง

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ