“ผู้นำคิม” สั่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป รับภัยคุกคามสหรัฐฯ


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีทวีความตึงเครียดตลอดปี 2022 จากการที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธมากเป็นประวัติการณ์ และการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดี ‘ยุน ซอก-ยอล’ ของเกาหลีใต้ ที่ทำให้จุดยืนของเกาหลีใต้ต่อเกาหลีเหนือแข็งกร้าวกว่าในสมัยรัฐบาลชุดก่อนหน้า

และในปีนี้ ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีก็ดูจะไม่บรรเทาลงง่ายๆ เมื่อ ‘คิม จอง อึน’ ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือประกาศเร่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่และขยายคลังอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากสหรัฐฯ และเกาหลีใต้

ตลอดสัปดาห์ที่แล้ว มีการประชุมใหญ่ประจำปีของคณะกรรมการกลางพรรคคนงานเกาหลีเหนือเพื่อทบทวนการดำเนินนโยบายปี 2022 และกำหนดทิศทางนโยบายของประเทศในปี 2023 ซึ่งประเด็นความมั่นคงถูกยกให้เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ

คิม จอง อึน ทดสอบขีปนาวุธใหม่ พร้อมพัฒนาคลังแสงนิวเคลียร์ใหญ่ขึ้น

เปาบอลโลก มือหนัก แจกเหลือง-แดงว่อนศึกดาร์บี้กาตาลัน

ล่าสุด สถานีโทรทัศน์เคอาร์ทีของเกาหลีเหนือได้รายงานผลของการประชุมที่ปิดฉากลงเมื่อวันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม โดยระบุว่า คิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาอำนาจนำทางการทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ

ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า เกาหลีใต้ได้กลายเป็นศัตรูของเกาหลีเหนือไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย และตลอดปีที่ผ่านมาสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของเกาหลีใต้ก็กดดันเกาหลีเหนือในระดับสูงสุด ด้วยการจัดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าไปในคาบสมุทรเกาหลีต่อเนื่อง นี่จึงเป็นสาเหตุให้เกาหลีเหนือต้องตอบสนองภัยคุกคามเหล่านี้ด้วยการขยายคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์และพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปตัวใหม่ ที่จะทำให้เกาหลีเหนือมีความสามารถในการโต้กลับอย่างรวดเร็ว

โดยสถานีโทรทัศน์เคอาร์ทีระบุว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันยิ่งจำเป็นมากขึ้นที่เกาหลีเหนือจะต้องผลิตอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีเป็นจำนวนมาก ตลอดจนเพิ่มคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศเป็นทวีคูณ ซึ่งนายคิม จอง อึน ชี้ว่านี่จะเป็นแนวทางหลักของยุทธศาสตร์ด้านนิวเคลียร์และการป้องกันประเทศของเกาหลีเหนือในปี 2023

นอกจากนี้ ในแผนดังกล่าวเกาหลีเหนือยังตั้งเป้าปล่อยดาวเทียมทางการทหารดวงแรกของประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้อีกด้วย

ทิศทางนโยบายล่าสุดของเกาหลีเหนือเป็นสัญญาณให้เห็นว่าความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีไม่น่าจะลดลงในปีนี้ หลังจากตลอดปีที่ผ่านมาความตึงเครียดทางการทหารในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธมากเป็นประวัติการณ์จนเรียกเสียงประณามจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธทิ้งตัว “ฮวาซอง-12” ที่บินข้ามญี่ปุ่นเมื่อเดือนตุลาคม ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีที่เกาหลีเหนือทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามญี่ปุ่น

ส่วนเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกาหลีเหนือยังอ้างประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป ‘ฮวาซอง-17’ ก่อนจะทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปอีกครั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายนด้วย

ขณะเดียวกัน รายงานเกี่ยวกับทิศทางนโยบายอาวุธนิวเคลียร์ล่าสุดจากการประชุมนัดสำคัญของพรรคคนงานเกาหลีเหนือ ยังมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังเกาหลีเหนือเพิ่งยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้ 1 ลูก ตกลงในทะเลญี่ปุ่นซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาหลีเหนือ เป็นการเปิดฉากทดสอบขีปนาวุธในวันปีใหม่ต้อนรับปี 2023

ส่วนเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม วันสุดท้ายของปี 2022 เกาหลีเหนือก็ได้ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยใกล้อีก 3 ลูก ลงทะเลทางตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลีเช่นกัน

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ทั้งกองทัพเกาหลีใต้และกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นออกมาประณาม ชี้ว่านี่เป็นการกระทำยั่วยุ สั่นคลอนเสถียรภาพของคาบสมุทรเกาหลีและภูมิภาค

ทั้งนี้ รายงานของสำนักข่าว KCNA ของเกาหลีเหนือระบุเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า การทดสอบขีปนาวุธเมื่อวันสิ้นปีและวันปีใหม่เป็นการทดสอบยิงของเครื่องปล่อยจรวดหลายลำกล้องขนาดใหญ่พิเศษ และอ้างด้วยว่านายคิม จอง อึน บอกว่าอาวุธเหล่านี้สามารถทำให้เกาหลีใต้ทั้งประเทศอยู่ภายในระยะโจมตี และยังสามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีได้ด้วย

โดยการทดสอบขีปนาวุธรอบนี้ยังเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังเกาหลีเหนือส่งโดรน 5 ลำ รุกล้ำน่านฟ้าของเกาหลีใต้เมื่อวันจันทร์ที่ 26 ธันวาคมที่ผ่านมา จนกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ต้องออกมาขอโทษหลังกองทัพไม่สามารถยิงโดรนเกาหลีเหนือตกได้แม้แต่ลำเดียว แม้ส่งเครื่องบินสกัดขึ้นปฏิบัติการยาวนาน 5 ชั่วโมงก็ตาม

ทั้งการทดสอบขีปนาวุธถี่ขึ้นและการส่งโดรนรุกล้ำน่านฟ้าเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่าท่าทีของเกาหลีเหนือแข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้นักวิเคราะห์บางคนมองว่าเกาหลีเหนือกำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนแปลงยุทธวิธีกดดันสหรัฐฯ ทางอ้อม ด้วยการยกระดับความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือเพื่อให้เกาหลีเหนือยุติการพัฒนาอาวุธแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรสะดุดลงตั้งแต่ปี 2019 หลังการหารือระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ในเวลานั้นและนายคิม จอง อึน จบลงโดยไม่ได้ข้อตกลงอย่างเป็นทางการแม้แต่ฉบับเดียว และทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-เกาหลีเหนือ แย่ลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่นั้นมา

ท่าทีแข็งกร้าวยิ่งขึ้นของเกาหลีเหนือตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ ‘ยาง มุน-จิน’ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย North Korean Studies ในกรุงโซลของเกาหลีใต้วิเคราะห์ว่า การทดสอบขีปนาวุธและท่าทีคุกคามเหล่านี้สะท้อนว่าเกาหลีเหนือกำลังเน้นย้ำถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการจริง และเกาหลีเหนือก็กำลังส่งสัญญาณเปลี่ยนยุทธวิธีกดดันสหรัฐฯ ทางอ้อมด้วยการกดดันเกาหลีใต้และยกระดับความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี 

ขณะที่ ‘อิม อุล-ชอล’ (Lim Eul-chul) ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือศึกษาจากมหาวิทยาลัยคยองนัมในเกาหลีใต้มองว่า ถ้อยแถลงล่าสุดของเกาหลีเหนือที่ต้องการเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์บ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือกำลังเตรียมการสำหรับความเป็นไปได้ของสงครามที่อาจเกิดขึ้นจริงนอกเหนือไปจากการล่มสลายของความสัมพันธ์สองเกาหลี

โดยเตือนว่าหากสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการเพิ่มการซ้อมรบ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้น ก็อาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีในปีนี้พุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้คาบสมุทรเกาหลีกลายเป็นยูเครนแห่งที่สองได้หากจัดการสถานการณ์ผิดพลาด

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ