รถถัง “Leopard 2” กับการเดิมพันอนาคตของสงครามยูเครน


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด วันนี้หลายฝ่ายพุ่งเป้าความสนใจไปที่การประชุมของบรรดารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมชาติพันธมิตรยูเครน ที่ฐานทัพอากาศแรมสไตน์ ประเทศเยอรมนี

วาระหลักในการประชุมวันนี้ 20 ม.ค. จะอยู่ที่เรื่องการอนุญาตส่งมอบรถถัง Leopard 2 ที่มีเยอรมนีเป็นผู้ถือใบอนุญาตดังกล่าว หลายฝ่ายระบุว่าการตัดสินใจของเยอรมนีในวันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสงครามที่ดำเนินมาเกือบ 1 ปี  โดยการประชุมดังกล่าวได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา และคาดว่าเราอาจได้ทราบผลการตัดสินใจของเยอรมนีในช่วงดึกวันนี้ ตามเวลาบ้านเรา

สหรัฐฯจ่อทุ่มงบ 2.5 พันล้านดอลลาร์ให้ยูเครน ส่งรถหุ้มเกราะ Stryker ช่วยรบ

“Leopard 2”รถถังเยอรมัน กับอนาคตของสงครามยูเครน

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้กล่าวเปิดการประชุมกลุ่มประเทศพันธมิตรยูเครน ที่ฐานทัพอากาศแรมสไตน์ ประเทศเยอรมนี  โดยเขาระบุว่า ตอนนี้สงครามกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญและชาติพันธมิตรต้องไม่ลังเลที่จะสนับสนุนยูเครน เนื่องจากทางฝั่งรัสเซียเองก็จะสู้ไม่ถอยและเตรียมระดมพลครั้งใหม่เช่นกัน

ด้านโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ กล่าวกับที่ประชุมว่า ชาติตะวันตกต้องเร่งสนับสนุนยูเครน เพราะกองทัพรัสเซียกำลังรวมกำลังครั้งสุดท้ายเพื่อสู้กับยูเครน

ขณะเดียวกันยังย้ำว่า ชาติตะวันตกสามารถช่วยเหลือยูเครนได้ตั้งแต่วันนี้เลยโดยไม่ต้องรอ คำพูดของทั้งสองคนคือสิ่งที่ยืนยันว่า เวลานี้คือจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของสงครามที่ดำเนินมาเข้าสู่เดือนที่ 11 ซึ่งทั้งสองฝ่ายอยู่ในภาวะกลับตัวไม่ได้ไปต่อไม่ถึง และไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันอย่างชัดเจน จนนำไปสู่จุดที่จะเปิดการเจรจาสันติภาพได้

ดังนั้นมีสิ่งเดียวที่ทั้งสองฝ่ายสามารถทำได้ในเวลานี้คือ การสร้างสถานการณ์ใหม่ที่ทำให้ฝ่ายของตนได้เปรียบมากที่สุดจนถึงขั้นที่คู่สงครามต้องยอมเจรจา

อย่างไรก็ดี ประเด็นแรกที่ต้องความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นการส่งมอบรถถังที่เกิดขึ้นในวันนี้คือ สงครามในยูเครนเป็นสงครามการต่อสู้กันแบบระยะประชิดในพื้นที่เปิดโล่ง หรือ Close combat ซึ่งเป็นลักษณะการต่อสู้แบบสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มีรถถังและปืนใหญ่เป็นอาวุธชูโรง นี่ทำให้ทั้งรถถังได้รับฉายาว่าเป็น” “ราชาแห่งสนามรบ”

สงครามที่เราเห็นอยู่ในยูเครนตอนนี้ ถือว่าเป็นการรบที่สวนทางกับการพัฒนาทางการทหารในปัจจุบัน ที่เกือบทุกประเทศทั่วโลกเน้นพัฒนาเครื่องบินรบ และขีปนาวุธหลากหลายวิถี เพื่อชนะสงครามและปิดเกมจากทางอากาศ

ส่วนการต่อสู้กันด้วยรถถังในสงครามยูเครนนั้น เป็นผลโดยตรงจากแกนกลางของตำราพิชัยสงครามฉบับรัสเซีย ที่เน้นการพัฒนาการรบบนภาคพื้นดินด้วยรถถัง ยานยนต์หุ้มเกราะ ปืนใหญ่ ที่มีหลากหลายรุ่น เช่น รถถังซีรีส์ ที 64 หรือ ที 90  นี่ส่งผลให้การสู้รบบนพื้นดินเป็นตัวเลือกที่รัสเซียคิดว่าจะได้เปรียบมากที่สุด และเป็นคำตอบว่าเหตุใดยูเครนต้องการรถถังสมัยใหม่มากขึ้นในเวลานี้

เพราะถ้าต้องต่อสู้กันด้วยรถถังโดยตรง รถถังของชาติตะวันตกถือว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าของฝั่งรัสเซียที่ใช้อยู่ในสนามรบขณะนี้ เนื่องจากโมเดลของรถถังจากชาติตะวันตก จะช่วยให้การรุกคืบของกำลังพลทำได้รวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น

โดยรถถังที่ยูเครนต้องการมากที่สุดในเวลานี้คือ รถถังรุ่น Leopard 2 รถถังหลักที่ผลิตโดยบริษัทอาวุธของเยอรมนี

Leopard 2 ถือเป็นหนึ่งในรถถังที่ดีที่สุดในโลก มีน้ำหนักราว 74 ตัน ถึงแม้มีน้ำหนักมาก แต่เคลื่อนที่ได้เร็ว และมีความคล่องตัวสูง ตัวรถหุ้มด้วยเกราะคอมโพสิตรุ่น 3 ที่มีเหล็กทนแรงดึงสูง (high-hardness steel) ทังสเตน และพลาสติกผสมเซรามิก ทำให้ตัวรถความแข็งแรงทนทานสามารถป้องกันกำลังพลรถจากอาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ รวมถึงกัมมันตรังสีจากนิวเคลียร์ได้  ส่วนในตัวรถถังเป็นระบบดิจิทัลควบคุมเพลิงอัตโนมัติ มีกล้องหักเหลำแสง และจอมอนิเตอร์ ทำให้การโจมตีมีความแม่นยำมาก

ขณะเดียวกันตัวรถยังสามารถดำน้ำที่ลึก 1.2 เมตรได้โดยที่ไม่ต้องเตรียมการล่วงหน้า หากเตรียมการล่วงหน้าจะสามารถดำน้ำได้ถึง 4 เมตร

ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ยูเครนจะสามารถเปลี่ยนทิศทางของสงครามได้หากมีรถถัง Leopard 2 ในจำนวนที่เพียงพอ ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนรายหนึ่งออกมาระบุว่าอาจต้องใช้รถถังนี้มากถึง 300 คัน

ตอนนี้ประเทศยุโรปที่มีรถถัง Leopard 2 อยู่ในครอบครองมี 13 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี กรีซ ฮังการี นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และตุรกี

โดยประเทศที่ครอบครองรถถังดังกล่าวไว้มากที่สุดคือ ตุรกีและเยอรมนี ซึ่งมีอยู่ประมาณ 350 คัน เปิดข้อบังคับการส่งออกอาวุธของเยอรมนี

อย่างไรก็ดี การส่งรถถัง Leopard 2 ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเหมือนกับการส่งอาวุธและความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่บรรดาชาติตะวันตกเคยส่งให้ยูเครน เนื่องจากติดปัญหาทางด้านกฎหมายของเยอรมนี

กฎหมายดังกล่าวคือ กฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบในการส่งออกยุทโธปกรณ์ทางทหาร ที่ระบุว่า การส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหารทั้งหมดที่ผลิตโดยบริษัทสัญชาติเยอรมนี ทั้งที่ประจำการอยู่ในประเทศหรือนอกประเทศ จะต้องได้รับความเห็นชอบและใบอนุญาตจากทางรัฐบาลกลางเยอรมนีก่อน

โดยรัฐบาลกลางจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมในการส่งออกอย่างละเอียดเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้เพื่อให้ให้แน่ใจว่าอาวุธจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อ “ละเมิดสิทธิมนุษยชน” หรือ “ทำให้วิกฤตรุนแรงขึ้น”

หลักการที่จะถูกนำมาเป็นฐานในการพิจารณาเรื่องนี้คือ นโยบายต่างประเทศและความมั่นคง รัฐบาลเยอรมนีประกาศชัดเจนว่า ถ้าต้องพิจารณาเรื่องการส่งยุทโธปกรณ์ จะต้องคิดให้รอบครอบและไม่มองเพียงแค่ขาวกับดำ แต่ต้องมองไปถึงสถานการณ์ในพื้นที่ และผู้ส่งออกยุทโธปกรณ์ต้องพิสูจน์ได้ว่า การส่งดังกล่าวจะเป็นประโยชน์และไม่ขัดต่อหลักการสากล

นี่คือหลักการที่เยอรมนียึดถือมาอย่างยาวนาน ซึ่งมีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากประวัติศาสตร์ในช่วงปี 1939-1945 ที่อดอล์ฟ ฮิตเตอร์เป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายสิบล้านคน ปมเรื่องสงครามโลกเป็นมรดกที่ตกค้างอยู่ในนโยบายการต่างประเทศและความมั่นคงของเยอรมนีมาจนถึงปัจจุบัน  โดยเยอรมนีเชื่อว่า นี่คือความรับผิดชอบต่อภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ (historical responsibilities) ที่เยอรมนีสามารถทำได้

ปัจจัยสำคัญที่สามารถอธิบายท่าทีของนายกรัฐมนตรีเยอรมนีในเวลานี้ได้เป็นอย่างดี แต่นอกจากเรื่องกฎหมายแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่หลายคาดการณ์คือ ผู้นำเยอรมนีกลัวว่าการส่งอาวุธในครั้งนี้ จะทำให้สงครามยูเครนลุกลามกลายเป็นสงครามโลก ตอนนี้ทั้งสองประเด็นกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในหมู่สาธารณชนและกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งล่าสุดมีนักวิชาการออกมาให้ความเห็นในเรื่องนี้แล้ว

กุสตาฟ เกรสเซล นักวิจัยอาวุโสด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับท่าทีของทางเยอรมนีที่ลังเลในเรื่องการส่งรถถังเลพเพิร์ด 2 ว่าเกิดจากการที่ผู้นำเยอรมนีกลัวว่ารัสเซียจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ และตัวนายกฯ ยังมีสายสัมพันธ์กับรัสเซียอยู่

ขณะเดียวกัน นักวิชาการรายนี้มองว่า ชาติตะวันตกกำลังเสียเวลากับการถกเถียงเรื่องการส่งรถถังให้แก่ยูเครน โดยให้เหตุผลว่าสงครามยูเครนคือสงครามยาว ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ชาติตะวันตกก็ต้องส่งอาวุธที่ใหม่ขึ้นให้ยูเครน

ท่ามกลางความลังเลของทางการเยอรมนี วันนี้ทางฝั่งโปแลนด์ซึ่งเป็นผู้นำในการส่งมอบรถถังเลพเพิร์ด 2 ให้แก่ยูเครนได้ออกมาแสดงความเห็นว่า เยอรมนีอาจไม่อนุญาตให้โปแลนด์ส่งมอบรถถังดังกล่าวให้ยูเครน

เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้เปิดเผยว่า ส่วนตัวเขามองว่า เยอรมนีอาจไม่มอบใบอนุญาตส่งรถถัง Leopard 2 ให้โปแลนด์ พร้อมกล่าวโทษเยอรมนีว่ากำลังทำเพื่อปกป้องตัวเอง

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวเดอะการ์เดียนรายว่า นายกฯ โปแลนด์ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุรายการหนึ่งว่า โปแลนด์จะส่งรถถัง Leopard 2 ให้แก่ยูเครน แม้ว่าทางเยอรมนีจะไม่มอบใบอนุญาตให้ก็ตาม  โดยให้เหตุผลว่า เรื่องท่ีสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ยูเครนต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างเร่งด่วน ความยินยอมของเยอรมนีคือเรื่องที่สำคัญรองลงมา

ขณะที่ท่าทีของเยอรมนียังไม่ชัดเจนว่าจะส่งมอบรถถังรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงอย่าง Leopard 2 ให้ยูเครนหรือไม่ แต่บรรดาชาติตะวันตกต่างพร้อมใจกันส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมให้แก่ยูเครนอย่างต่อเนื่องตอนนี้มีประเทศไหนบ้างที่ส่งความเหลือเพิ่มเติมให้ยูเครน

เริ่มด้วยแคนาดา เมื่อวานนี้ บริษัท โรเชล อิงค์ ซึ่งมีฐานอยู่ที่ออนแทริโอของแคนาดา ยืนยันการจัดส่งรถหุ้มเกราะให้ยูเครน โดยการส่งมอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการสนับสนุนยูเครน ของรัฐบาลนายกฯ จัสติน ทรูโด รัฐบาลแคนาดามีแผนจัดส่งรถหุ้มเกราะมากกว่า 200 คันไปยังยูเครนก่อนถึงช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้โดยรถหุ้มเกราะรุ่นโรเชล ซีเนเตอร์ ที่จะส่งให้ยูเครน สร้างด้วยวิธีการดัดแปลง-ต่อยอดมาจากรถกระบะของ

บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ในสหรัฐฯ และมีการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยรอบคัน รวมถึงที่นั่งซึ่งสามารถป้องกันการถูกโจมตีจากกับระเบิดได้ และสามารถใช้เป็นรถหุ้มเกราะลำเลียงทหารในพื้นที่สู้รบ ตลอดจนใช้เพื่อการอพยพฉุกเฉินทางการแพทย์

ที่ผ่านมา รัฐบาลแคนาดาได้จัดส่งความช่วยเหลือทางทหารให้กับยูเครนไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 24,430 ล้านบาท

ประเทศถัดมาคือ เอสโตเนีย ที่ประกาศจะส่งยุทโธปกรณ์มูลค่า 113 ล้านยูโร หรือราว 4 พันล้านบาท ซึ่งรวมถึงปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ ขนาด 155 มิลลิเมตรและ 122 มิลลิเมตรให้กับยูเครน ฮันโน เปฟคูร์ รัฐมนตรีกลาโหมของเอสโตเนีย ออกมาแถลงระบุว่า ยุทโธปกรณ์ที่เอสโตเนียส่งให้ยูเครนครั้งนี้ เป็นอาวุธหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการมากที่สุดในเวลานี้

ขณะที่ รัฐมนตรีกลาโหม ลิทัวเนีย อาร์วีดาส อานูเซาซคาส ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลลิทัวเนียพร้อมให้การสนับสนุนยูเครนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะความช่วยเหลือในการจัดส่งรถถัง แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าจะจัดส่งความช่วยเหลือประเภทใดบ้างแก่ยูเครน

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน ทางการลิทัวเนียได้จัดส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่ยูเครนไปแล้วหลายครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการจัดส่งยุทโธปกรณ์ประเภทโดรน ปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ รถบรรทุกทางทหาร และกระสุนปืนชนิดต่างๆ

อีกประเทศหนึ่งที่ประกาศสนับสนุนยูเครน คือ สวีเดน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนได้ทวิตข้อความขอบคุณรัฐบาลสวีเดน สำหรับความช่วยเหลือทางทหารครั้งใหม่ ซึ่งประกอบด้วยปืนใหญ่อัตตาจรแบบอาร์เชอร์ , ยานรบทหารราบรุ่น CV90 จำนวน 50 คัน , ปืนไรเฟิลจู่โจม และขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังแบบ NLAW

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจความช่วยเหลือทางทหารครั้งใหม่ของสวีเดนมูลค่า 419 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 13,758 ล้านบาท

ขณะที่พันธมิตรหลักอย่างสหราชอาณาจักร เมื่อวานนี้ เบน วอลเลซ รัฐมนตรีกลาโหมประกาศส่งขีปนาวุธบริม-สโตน จำนวน 600 ลูกให้ยูเครน ต่อจากการตัดสินใจส่งรถถังชาเลนเจอร์ 2

ด้านรัฐมนตรีกลาโหมเนเธอร์แลนด์ ออกมาระบุว่า รัฐบาลเนเธอร์แลนด์กำลังสรุปแผนความช่วยเหลือทางการทหารต่อยูเครน ซึ่งรวมไปถึงการจัดส่งระบบแพทริออตและอะไหล่สำหรับการซ่อมบำรุง พร้อมย้ำว่า เนเธอร์แลนด์จะร่วมมือกับชาติพันธมิตรทั้งสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีอย่างเต็มที่ในการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์ให้แก่ยูเครน

และอีกชาติที่ส่งอาวุธให้ยูเครนคือเดนมาร์ก ที่ประกาศล่าสุดว่าจะจัดส่งปืนใหญ่อัตตาจรแบบซีซาร์ของตนให้กับยูเครน เพื่อใช้รับมือการรุกรานของรัสเซีย  แต่ยังไม่มีการเปิดเผยจำนวนของปืนใหญ่อัตตาจรชนิดนี้ว่าเดนมาร์กจะส่งให้ยูเครนมากน้อยเพียงใด

ข่าวที่คุณอาจพลาด

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP ต่างประเทศ

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ