อนาคตชาวอเมริกัน อาจไม่ได้เล่น TikTok หลังรัฐบาลพยายามแบน อ้างเหตุเรื่องความมั่นคง


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการแบน TikTok กำลังทำให้ผู้ใช้งานชาวอเมริกัน 150 ล้านคนทั่วประเทศ ร้อนๆหนาวๆ หลังจากแอปฯดังกล่าว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและอาชีพพวกเขา

หากแอปพลิเคชันสร้างสรรค์คลิปวิดีโอแบบสั้น คงไม่มีใครไม่นึกถึงแอปฯ มาแรงอย่าง TikTok ที่ก่อตั้งโดยนักธุรกิจชาวจีน แต่ล่าสุด แอปฯ ยอดนิยมที่ว่านี้ กำลังเจอมรสุมอย่างหนัก จากกระแสต่อต้านและหวาดกลัวจีนในกลุ่มชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐฯ ที่สภาคองเกรสลงมติให้แบนการใช้งาน TikTok ภายในองค์กรรัฐไปแล้ว และยังคงมีความพยายามจะแบนให้ได้ในระดับประเทศต่อไป โดยให้เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ

ยูเครนหวังสหรัฐฯ ส่ง "แพทริออต" หลังจากจบเทศกาลอีสเตอร์

อุบัติเหตุสงกรานต์ปีนี้ พบ ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยเพิ่มขึ้นถึง 91%

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ปัจจุบันยังมีอีกหลายประเทศที่แบน TikTok จากอุปกรณ์ของรัฐ อาทิ สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา อินเดีย นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ 

ที่ผ่านมา TikTok ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าบริษัทมีการเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานชาวอเมริกัน และมีการส่งต่อข้อมูลนี้ให้กับรัฐบาลจีน และแม้ว่าบริษัทจะพยายามสร้างความมั่นใจด้วยการย้ายข้อมูลของผู้ใช้งานบางส่วนในสหรัฐฯ ไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ของ Oracle บริษัทสัญชาติอเมริกัน รวมถึงเปิดเผยความโปร่งใสในการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ เพราะมีข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังบีบให้ TikTok แยกตัวออกจาก “ไบต์แดนซ์” บริษัทแม่สัญชาติจีน แลกกับการไม่ถูกแบน

ในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังกังวลกับชีวิตที่อาจไม่มี TikTok แต่ที่ฮ่องกง ประชาชนไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะ TikTok ยุติการให้บริการในฮ่องกงไปตั้งแต่ปี 2020 แล้ว 

การตัดสินใจของ TikTok ในเวลานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ เพื่อควบคุมเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

ในตอนนั้น ชาวฮ่องกงมีปฏิกิริยาที่หลากหลายต่อการหายไปอย่างกะทันหันของ TikTok บรรดาผู้ใช้งานและคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ จำนวนมากต่างผิดหวัง หลายคนสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพและทำเงิน แต่คนอีกไม่น้อยก็โล่งใจที่จะมีเวลาในชีวิตเพิ่มขึ้น มีเวลานอนเพิ่มขึ้น ได้ออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ได้พบปะเข้าสังคม ไม่ต้องมัวแต่ไถฟีด TikTok ทั้งวัน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ส่งผลให้สุขภาพจิตของพวกเขาดีขึ้นด้วย

แม้ในช่วงแรก ๆ หลายคนจะมีความรู้สึกคิดถึง อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในสังคม TikTok นอกฮ่องกง แต่การที่คนรอบตัวไม่มีใครใช้แอปพลิเคชันนี้เลย ก็ทำให้ความอยากใช้งานค่อย ๆ ลดลง และลืมไปเอง บางคนก็ย้ายไปใช้งานแพลตฟอร์มอื่นที่ทดแทนกันได้ อย่างเช่น Reels ฟีเจอร์สร้างคลิปวิดีโอสั้นของอินสตาแกรม 

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ผลกระทบของชีวิตไร้ TikTok ในฮ่องกงกับสหรัฐฯ คงไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เพราะในช่วงที่ TikTok ออกจากฮ่องกง ตอนนั้น TikTok มียอดดาวน์โหลดในฮ่องกงแค่ประมาณ 1.8 ล้านครั้ง และถือว่าเป็นตลาดที่ทำกำไรได้เพียงเล็กน้อย หากเทียบกับยอดดาวน์โหลดทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ยอดผู้ใช้งานตอนนี้ โตมากกว่า 150 ล้านคนแล้ว

TikTok ไม่ได้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตชาวอเมริกัน แต่ยังเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐฯ 

โดยปัจจุบัน มีธุรกิจเกือบ 5 ล้านเจ้าในสหรัฐฯ ที่ต้องพึ่งพา TikTok ในการดำเนินกิจการ และในอนาคต มีแนวโน้มว่า TikTok จะเอาชนะแพลตฟอร์มคู่แข่งได้ไม่ยาก 

ออมเดีย (OMDIA) บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำระดับโลกจากอังกฤษ เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วว่า ภายในปี 2027 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า รายได้จากการขายโฆษณาของ TikTok จะแซงรายได้โฆษณาของยูทูบ และรายได้จากวิดีโอโฆษณาของเมตา (Meta) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม สาเหตุเพราะคนมักใช้เวลากับ TikTok มากกว่า 

โดยจากสถิติที่บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล SensorTower เก็บได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว พบว่าผู้ใช้งาน TikTok ทั่วโลก ใช้เวลากับแอปฯ นี้เฉลี่ยวันละ 95 นาที ซึ่งถือว่ามากกว่าเวลาที่คนใช้กับเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมเกือบ 2 เท่า

นอกจาก TikTok แล้ว ยังมีแอปฯ สัญชาติจีนอีกหลายแอปฯ ที่กำลังตีตลาดในสหรัฐฯ หนึ่งในนั้น คือ เทมู่ (Temu) แอปฯ อีคอมเมิร์ซคล้ายกับแอมะซอน ที่ขายทุกอย่างตั้งแต่เมคอัพ ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในราคาที่แสนถูก

แอปฯ นี้เพิ่งเปิดตัวในสหรัฐฯ ปลายปีที่แล้ว ปัจจุบัน มียอดดาวน์โหลดอยู่ที่ 33 ล้านครั้ง ครองแชมป์ยอดดาวน์โหลดสูงสุดในสหรัฐฯ ติดต่อกันมาตั้งแต่เดือน ม.ค. โดยยอดผู้ใช้งานพุ่งกระฉูดมากนับตั้งแต่บริษัทลงโฆษณาในการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ซึ่งเป็นรายการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ที่มีคนดูมากที่สุดในสหรัฐฯ 

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก Sensor Tower พบว่า แอปพลิเคชันที่ชาวอเมริกันนิยมดาวน์โหลดกันในช่วงนี้ ล้วนเป็นแอปฯ สัญชาติจีน หรือมีความเกี่ยวข้องกับจีน อาทิ CapCut แอปฯ ตัดต่อวิดีโอ และ Shein (ชีอิน) แอปฯ ชอปปิง 

แม้ตอนนี้ แอปฯ เทมู่และชีอิน จะยังไม่เผชิญชะตากรรมเดียวกับ TikTok แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะไม่ลุกขึ้นมากวาดล้างแอปฯ จีนเหล่านี้ในอนาคต

Olympic2024_B Olympic2024_B

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ