ล่าสุดมีประเด็นสำคัญอีกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือ การหายตัวไปของนายพลระดับสูงคนสำคัญในกระทรวงกลาโหม
นายพลคนดังกล่าวคือ พลเอกอาวุโสเซอร์เก ซูโรวิกิน ผู้บัญชาการกองทัพอวกาศรัสเซีย และอดีตผู้บัญชาการปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครนช่วงระหว่างเดือนธันวาคมปี 2022 ถึงเดือนมกราคม ปี 2023 ที่ผ่านมา
สำนักข่าวของชาติตะวันตกหลายสำนักพาดหัวรายงานว่า ตอนนี้พลเอกซูโรวิกินได้หายตัวไปและไม่ปรากฏตัวออกมานานถึง 5 วันแล้ว แม้ว่าเหตุการณ์ก่อกบฏโดยกลุ่มแวกเนอร์จะยุติลงตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
ส่วนสาเหตุในการหายตัวไป สำนักข่าวเดอะมอสโกไทม์รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมรัสเซียที่ระบุว่า พลเอกซูโรวิกินถูกทางการรัสเซียจับกุมตัว
อย่างไรก็ดี หนึ่งในสองของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นแหล่งข่าวระบุกับเดอะมอสโกไทม์ว่าไม่สามารถบอกเหตุผลในการจับกุมได้ แต่บอกเพียงว่า “สถานการณ์ของซูโรวิกินไม่ค่อยดีนัก”
ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า สาเหตุที่ทำให้พลเอกซูโรวิกินถูกจับเกี่ยวข้องกับเรื่องของเยฟเกนี ปริโกชิน เพราะพลเอกซูโรวิกินรู้เห็นกับการกระทำที่เป็นกบฏของหัวหน้ากลุ่มแวกเนอร์ โดยพลเอกซูโรวิกินถูกจับกุมตัวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังจากปริโกชินปิดดีลสงบศึกกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้สำเร็จ
รายงานจากเดอะมอสโกไทม์สอดคล้องกับรายงานของสื่อชาติตะวันตกอย่างเดอะนิวยอร์กไทม์ที่รายงานว่า พลเอกซูโรวิกินรู้เห็นกับแผนการของปริโกชิน เพราะทั้งสองคนรู้จักและทำงานร่วมกันมาอย่างยาวนาน
พลเอกซูโรวิกินเป็นนายทหารที่รับตำแหน่งมาตั้งแต่สมัยที่รัสเซียยังเป็นสหภาพโซเวียต และเคยถูกจำคุกถึง 2 ครั้ง
ครั้งแรกคือในช่วงปี 1991 ด้วยข้อหาสั่งฆ่าผู้ประท้วงในกรุงมอสโก 3 ราย ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตัดสินคดีใดๆ
ครั้งที่สองคือ ในปี 1995 ด้วยข้อหาลักลอบค้าอาวุธ ก่อนจะถูกปล่อยตัวและไม่มีการพิจารณาโทษ
นายพลซูโรวิกินเป็นผู้บัญชาการที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายในการรบจนได้รับฉายาว่าเป็น General Armageddon หรือ นายพลแห่งวันสิ้นโลก โดยผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับนายพลรายนี้คือ ปฏิบัติการสู้รบในสงครามซีเรีย ย้อนกลับไปในปี 2017 เขาได้เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียที่ประจำการในซีเรียและเป็นผู้เปลี่ยนยุทธวิธีการรบ จนทำให้ฝ่ายรัฐบาลซีเรียที่นำโดยประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด สามารถพลิกเกมชนะกลุ่มต่อต้านได้
ต่อมาพลเอกซูโรวิกินเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครนเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2022 ก่อนที่จะถูกปลดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
ในช่วง 3 เดือนที่เขาดำรงตำแหน่ง พลเอกซูโรวิกินได้วางยุทธศาสตร์การรบที่สำคัญให้กองทัพรัสเซีย ด้วยการสั่งถอนกองกำลังในหลายพื้นที่สำคัญเพื่อรักษาชีวิตทหารและวางแนวป้องกันด้วยการขุดสนามเพลาะยาวตั้งแต่ภูมิภาคดอนบาส เรื่อยมาจนถึงปากทางเข้าบริเวณเหนือคาบสมุทรไครเมีย
จนถึงวันนี้แผนการขุดสนามเพลาะของพลเอกซูโรวิกิน ยังคงสามารถป้องกันทหารและดินแดนที่รัสเซียยึดไว้ได้ท่ามกลางการโต้กลับที่ดุเดือดของยูเครนด้วยการใช้อาวุธจากตะวันตก
ด้วยฝีมือและความสามารถในการจัดการรบที่เก่งกาจ ทำให้แม้แต่ตัวปริโกชินเองยังเคยชื่นชมและเคารพเขาในฐานะ “บุคคลในตำนาน” รวมถึงเป็น “ผู้บัญชาการทางการทหารที่เก่งที่สุดในกองทัพรัสเซีย”
ที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ของปริโกชินและพลเอกซูโรวิกินอาจเรียกได้ว่าสนิทกัน พลเอกซูโรวิกินมักแสดงความเห็นใจและเข้าใจปริโกชินอยู่เป็นระยะๆ รวมถึงมักยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือปริโกชินในเวลาที่ลำบาก เช่น ในช่วงเวลาที่ปริโกชินมีปัญหากับกระทรวงกลาโหมรัสเซียเรื่องการขาดแคลนกระสุน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
ในตอนนั้น พลเอกซูโรวิกินได้อาสาเป็นตัวกลางระหว่างกลุ่มแวกเนอร์และกองทัพรัสเซีย ประสานเรื่องการส่งมอบกระสุนไปยังสนามรบเมืองบัคมุตให้ รวมถึงเข้ามาจัดระเบียบการรบให้กลุ่มแวกเนอร์ จนสามารถยึดเมืองบัคมุตได้เกือบทั้งหมด
หลังจากนั้นปริโกชินได้ออกมาขอบคุณพลเอกซูโรวิกินและบอกว่า พลเอกซูโรวิกินคือ “นายพลคนเดียวในกองทัพรัสเซียที่รู้จักวิธีสู้รบ”
ด้วยภูมิหลังเช่นนี้จึงกลายเป็นที่มาว่าเหตุใดหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตกและหลายฝ่ายจึงเชื่อว่าพลเอกซูโรวิกินน่าจะรู้เห็นกับแผนของปริโกชิน อย่างไรก็ดี ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียได้ออกมาระบุว่า ทั้งหมดเป็นเพียงข่าวลือเท่านั้น
ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตกับข้อกล่าวหาว่าพลเอกซูโรวิกินเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มกบฏ ข้อนี้อาจไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เขาได้เผยแพร่คลิปวิดีโอต่อต้านการกระทำของปริโกชิน พร้อมกับระบุว่า
“เราเคยสู้-เคยเสี่ยงตายมาด้วยกัน เราคือสายเลือดเดียวกัน ผมขอให้คุณหยุด เพราะศัตรูกำลังรอให้สถานการณ์ทางการเมืองภายในรัสเซียปั่นป่วนอยู่” นักวิเคราะห์ระบุว่า ภาษากายของพลเอกซูโรวิกินในคลิปวิดีโอดังกล่าวค่อนข้างชัดเจนว่าไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
เซอร์ลอว์เรนซ์ ฟรีดแมน ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านสงครามศึกษา ประจำคิงคอลเลจลอนดอนระบุกับสำนักข่าวเดอะนิวยอร์กไทมส์ว่า พลเอกซูโรวิกินอาจเห็นด้วยกับปริโกชินว่าควรเปลี่ยนนายพลระดับสูงในกองทัพอย่างพลเอก เซอร์เก ชอยกู
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพลเอกวาเลรี เกราซีมอฟ ประธานคณะเสนาธิการทหารรัสเซีย เนื่องจากจัดการปฏิบัติการทางการทหารได้ไม่ดีพอ แต่พลเอกซูโรวิกินเองก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารผู้นำรัสเซีย
จนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 5 วันแล้วที่พลเอกกซูโรวิกินยังไม่ปรากฏตัว และไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ถ้าพลเอกซูโรวิกินถูจับกุมตัวจริง เขาจะถูกจับกุมตัวไว้ที่ใด แหล่งข่าวบางแหล่งของรัสเซียระบุว่า เขาถูกควบคุมตัวไว้ที่ "เลฟอร์ตาวา” ทัณฑสถานที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย
ไรบาร์ บล็อกเกอร์สายทหารที่สนับสนุนรัฐบาลรัสเซีย ได้มองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ว่าเป็น “การกวาดล้างครั้งใหญ่ภายในกองทัพรัสเซีย” เพื่อเลือกคนที่ภักดีต่อรัสเซียจริงๆไว้ และการก่อกบฏโดยกลุ่มแวกเนอร์จะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการกำจัดคนที่ไม่ภักดีต่อรัสเซีย สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามหรือ ISW ที่ให้ความเห็นว่า ถ้าข่าวการจับกุมพลเอกซูโรวิกินเป็นเรื่องจริง รัฐบาลรัสเซียอาจจะทำให้เขาและคนที่เกี่ยวข้องเป็นแพะรับบาป
และการจับกุมครั้งนี้อาจเป็นคำอธิบายให้สาธารณชนเข้าใจว่า สาเหตุที่กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซียไม่สามารถจัดการกับเหตุกบฏได้ทันท่วงที เป็นเพราะเกิดจากการทรยศหักหลังและทุจริตจากภายใน และขณนี้ผู้นำรัสเซียกำลังยกเครื่องกองทัพใหม่ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก
ขณะที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการจับกุมนายพลระดับสูงของกองทัพในข้อหาสมคบคิดก่อกบฏล้มล้างรัฐบาล ล่าสุดวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนและลงพื้นที่พบปะประชาชนเป็นครั้งแรกหลังเกิดเหตุการก่อกบฏในประเทศ
สื่อของทางการรัสเซียรายงานว่า ประธานาธิบดีปูตินได้เดินทางไปเยือนมัสยิดจูมาในเมืองเดอร์เบนต์ สาธารณรัฐดาเกสถาน ทางตอนใต้ของรัสเซียบนเขตสหพันธ์คอเคซัสเหนือ ในช่วงเทศกาลอีดของชาวมุสลิม ทาสส์ (TASS) สำนักข่าวของรัสเซียระบุเป้าหมายในการเยือนครั้งนี้ว่าเป็นไปเพื่อโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวในดาเกสถาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมัสยิดที่มีความสำคัญและเก่าแก่อายุหลายร้อยปี
ระหว่างการเยือน ประธานาธิบดีปูตินได้พบปะและทักทายประชาชนอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองทั้งกับประชาชนในมัสยิดจูมาและประชาชนที่มารอระหว่างทาง ที่มัสยิดจูมา ผู้นำรัสเซียได้รับมอบคัมภีร์โกรานของศาสนาอิสลามจากผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์ในเมืองเดอร์เบนต์เป็นของขวัญ
หลังจากนั้น ผู้นำรัสเซียได้ออกมาเดินพบปะกับประชาชนที่มารอรับ ประธานาธิบดีปูตินเข้าไปพูดคุยกับประชาชนอย่างใกล้ชิดและเปิดโอกาสให้เด็กถ่ายรูปเซลฟีคู่กับตนเองด้วย
หลังจากที่ผู้นำรัสเซียเดินทางไปเยือนดาเกสถานเมื่อวานนี้ หลายฝ่ายพยายามถอดรหัสว่าผู้นำรัสเซียต้องการบอกอะไรจากการเดินทางไปเยือนดาเกสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางใต้อยู่ไกลจากเมืองหลวงมาก
ดาเกสถานอยู่ตรงไหน สาธารณรัฐดาเกสถานเป็นพื้นที่ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศรัสเซีย เป็นหนึ่งในพื้นที่เขตการปกครองที่เป็นสาธารณรัฐของรัสเซียบริเวณสหพันธ์คอเคซัสเหนือบริเวณทวีปยุโรปตะวันออก โดยสาธารณรัฐนี้ติดกับแคว้นเชชเนีย อาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย และทะเลแคสเปียน
ข้อมูลเมื่อปี 2020 ระบุว่าที่นี่มีประชากรราว 3 ล้านคน และเป็นสาธารณรัฐที่มีความหลากหลายของเชื้อชาติมากที่สุดในรัสเซีย โดยแบ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ถึง 30 กลุ่ม 81 เชื้อชาติ เช่น ชาวอาวาร์คอเคเชีย ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณที่เป็นภูเขาของสาธารณรัฐ พูดภาษาอาวาร์คอเคเชีย ชาวคูมึค เป็นชนชาติเติร์ก พูดภาษาคูมึค หรือชาวเลซกินส์ เป็นชนพื้นเมือง พูดภาษาเลซกินส์ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายมากที่สุดในรัสเซีย
ประชากรส่วนใหญ่ที่นี่ราวร้อยละ 83 นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก ส่วนที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์นิกายรัสเซียออธอร์ดอกซ์ ศาสนาพื้นเมืองและนับถือจิตวิญญาณ
สาเหตุที่หลายฝ่ายพยายามวิเคราะห์การเยือนดาเกสถานของประธานาธิบดีปูตินครั้งนี้เป็นเพราะที่นี่เป็นหนึ่งในเขตปกครองตนเอง ที่เคยเกิดการประท้วงต่อต้านสงครามยูเครนและการระดมกำลังพลสำรองเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 ที่ผ่านมา
เหตุประท้วงเกิดขึ้นเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิงไม่พอใจที่ลูกชายหรือสามีต้องถูกเกณฑ์ไปรบ โดยแคว้นดาเกสถานคือหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่ทางการรัสเซียเกณฑ์ทหารไปรบในการระดมพลสำรองรอบแรก
นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตการไปเยือนดาเกสถานของผู้นำรัสเซีย หลังเกิดเหตุการณ์ก่อกบฏใกล้กรุงมอสโกว่า ท่าทีของประธานาธิบดีปูตินเปลี่ยนไป โดยได้เปิดโอกาสให้ประชาชนใกล้ชิดแบบถึงตัว
นักวิเคราะห์มองว่านี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความกลัวเสียอำนาจของผู้นำรัสเซียเนื่องจากปกติผู้นำรัสเซียไม่ชอบพบปะกับมวลชน หรือถ้าพบปะกับมวลชนก็จะมีการจัดฉากหรือคัดคนมาแล้ว รวมถึงให้เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบแฝงตัวตามที่ต่างๆ
แต่ในครั้งนี้ ผู้นำรัสเซียเดินทางเยือนดาเกสถานแทบจะทันที ทำให้ทางการน่าจะไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเกณฑ์คน ดังนั้นคนที่มารอรับปูตินจึงน่าจะเป็นประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐ
การทำเช่นนี้จึงเป็นการแสดงออกว่าผู้นำรัสเซียยังคงมีอำนาจและไม่ได้กลัวอันตรายจากการก่อกบฏ ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและสามารถเรียกคะแนนเสียงให้กับผู้นำรัสเซียในการเลือกตั้งทั่วไป ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม ปี 2024 นี้