ประณามรัสเซีย โจมตีคลังเก็บธัญพืชยูเครน หวั่นกระทบปากท้องชาติอื่น


โดย PPTV Online

เผยแพร่




หลายฝ่ายประณามรัสเซีย โจมตีคลังเก็บธัญพืชยูเครน หวั่นกระทบปากท้องชาติอื่น-อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ติดตามสถานการณ์การสู้รบระหว่างยูเครนและรัสเซีย ในสัปดาห์นี้รัสเซียกระหน่ำโจมตีทางอากาศใส่เมืองโอเดสซา รวมถึงท่าเรือที่เป็นที่ตั้งของคลังเก็บธัญพืช ส่งผลให้เกิดเสียงประณามจากหลายฝ่าย เนื่องจากการโจมตีคลังอาหารอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมยระหว่างประเทศ

รายงานจากโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมาระบุว่า ในสัปดาห์นี้รัสเซียโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธมากถึง 70 ลูก รวมถึงยังใช้โดรนชาเฮดจากอิหร่านโจมตีทางอากาศมากถึง 90 ลำ

รัสเซียโจมตีโรงเก็บธัญพืชยูเครน เสียหาย 6 หมื่นตัน

รัสเซียถล่มเมืองท่ายูเครน ตอบโต้เหตุระเบิดสะพานไครเมีย

จุดที่เผชิญกับการโจมตีคือ พื้นที่ทางตอนใต้และพื้นที่ทางตะวันออกของยูเครน ส่งผลกระทบต่อท่าเรือในเมืองโอเดสซา ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของยูเครน

ผู้นำยูเครนระบุว่า การโจมตีจำนวนหนึ่งถูกสกัดไว้ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ประสิทธิภาพการป้องกันของยูเครนยังมีไม่มากพอ และขณะนี้ยูเครนกำลังหารือกับพันธมิตรเพื่อวางระบบป้องกันภัยทางอากาศในเมืองโอเดสซาให้มากขึ้น

เมืองโอเดสซาทางตอนใต้ของยูเครนที่ตั้งอยู่ติดกับทะเลดำกลายมาเป็นเป้าหมายใหม่ของการโจมตีโดยรัสเซีย

นี่คือภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กองกำลังยูเครนระบุว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศใส่เมืองนี้ติดกันถึงสามคืนนับตั้งแต่คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อาคารหลายหลังได้รับความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสามราย

จากภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังช่วยกันเก็บกวาดเศษซากปรักหักพัง ซึ่งหนึ่งในอาคารที่พังเสียหายนั้นคือ โกดังเก็บธัญพืชที่ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือ ทางการยูเครนระบุว่า การโจมตีส่งผลให้มีธัญพืชถูกทำลายมากถึง 60,000 ตัน

ธัญพืชที่ถูกทำลายเหล่านี้ควรที่จะได้ถูกส่งไปเป็นอาหารยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศแอฟริกาที่ขณะนี้หลายประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนอาหารจากสงครามและภัยแล้งการมุ่งเป้าทำลายคลังอาหารส่งผลให้องค์การสหประชาชาติออกมาประณามรัสเซีย อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติออกแถลงเมื่อวานนี้ โดยรายงานผ่าน สเตฟาน ดูจาร์ริก โฆษกของเลขาธิการว่า การทำลายคลังอาหารซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนอาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ในวันเดียวกันสหรัฐฯ ก็ออกถ้อยแถลงประณามรัสเซีย

แมทท์ มิลเลอร์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า รัสเซียตั้งใจใช้อาหารมาเป็นอาวุธใหม่ในการทำสงคราม ซึ่งไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อยูเครนเท่านั้น แต่จะกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะบรรดากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารจากยูเครน รวมถึงสร้างความกังวลว่า การสูญเสียธัญพืชจำนวนมากอาจดึงให้ราคาอาหารแพงขึ้นตามมา

การโจมตีเมืองทางตอนใต้และท่าเรือขนส่งสินค้าของยูเครนในทะเลดำเกิดขึ้นในช่วงที่รัสเซียตัดสินใจไม่ต่ออายุข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งธัญพืชผ่านทะเลดำ  ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากหลังรัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปี 2022 เส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านทะเลดำของยูเครนถูกปิด ทั้งสองฝ่ายจึงต้องสร้างข้อตกลงร่วมกันขึ้นเพื่อให้การขนส่งสินค้าของยูเครนยังดำเนินต่อได้  การประกาศไม่ต่ออายุข้อตกลงหมายความว่า รัสเซียไม่อนุญาตให้ยูเครนขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้ อีกทั้งยังระบุว่า จะไม่รับรองความปลอดภัยของเรือที่แล่นผ่านในน่านน้ำทะเลดำ และเรือทุกลำจะถูกพิจารณาว่าเป็นเรือที่ใช้ทางการทหาร

คำขู่มาพร้อมกับภาพการซ้อมรบทางการทหารในทะเลดำที่รัสเซียปล่อยออกมาเมื่อวานนี้ ระบุว่า เป็นกิจกรรมการซ้อมรบทั่วไปที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลดำ ซึ่งจากภาพจะเห็นว่าเรือรบของรัสเซียได้ยิงขีปนาวุธที่ใช้ในการรบจริงออกมาด้วย อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมา ทางฝ่ายยูเครนเองก็โต้ตอบด้วยการประกาศว่า เรือทุกลำที่เข้าจอดเทียบท่าในท่าเรือของรัสเซียของทะเลดำก็จะถูกพิจารณาว่า เป็นเรือที่ใช้ในการขนส่งอาวุธทางการทหารเช่นกัน และยูเครนอาจมีความจำเป็นต้องขับไล่เรือเหล่านั้น ยูเครนอาจใช้คลัสเตอร์บอมบ์โต้กลับรัสเซียเร็วๆ นี้

ข้ามจากเมื่องโอเดสซาไปยังสถานการณ์สู้รบในแนวหน้า เมื่อวานนี้มีรายงานจากกองกำลังยูเครนว่า พวกเขากำลังพิจารณาที่จะใช้คลัสเตอร์บอมบ์ หรือระเบิดลูกปรายในการต่อกรกับรัสเซียเร็วๆ นี้ จากภาพคือ บรรยากาศของแนวรบในเมืองคูเปียนสก์ เมืองที่ตั้งอยู่ในแคว้นคาร์คีฟทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน

ทีมข่าวของสำนักข่าวรอยส์เตอร์พูดคุยกับทหารนายหนึ่งจากกองพลยานยนต์ที่ 14 ยืนยันว่า คลัสเตอร์บอมบ์กำลังจะถูกส่งมาที่นี่ และตัวเขาคาดหวังว่า อาวุธใหม่จากสหรัฐฯ จะช่วยพลิกเกม

คลัสเตอร์บอมบ์เป็นอาวุธอันตราย เมื่อยิงออกไปแล้ว ตัวอาวุธจะปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมากลางอากาศ ระเบิดจะกระจายเป็นวงกว้าง ตกลงมาทำลายทั้งรถถังและกำลังพลของศัตรู และอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย เนื่องจากการตกของระเบิดมีอัตราความคลาดเคลื่อนสูง นอกจากนี้ ระเบิดขนาดเล็กที่ปล่อยออกมายังมีอัตราการไม่ระเบิดสูง เช่น เมื่อตกลงในพื้นดินโคลนที่มีน้ำขังหรือพื้นทราย หากระเบิดไม่ทำงานและมีประชาชนมาสัมผัสอาจเกิดระเบิดขึ้นจนทำให้เสียชีวิตได้  โดยเฉลี่ยคลัสเตอร์บอมบ์หนึ่งลูกอาจปลดปล่อยระเบิดขนาดเล็กออกมาได้มาก 80-100 ลูก และระเบิดเหล่านี้สามารถกระจายเป็นวงกว้างเทียบเท่ากับขนาดของสนามฟุตบอล

นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศตัดสินใจแบนอาวุธนี้ ผ่านการลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปราย หรือ Convention on Cluster Munitions ชื่อย่อว่า CCM ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2008 ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ ห้ามใช้ ห้ามสะสม ห้ามผลิต และห้ามโอน รวมทั้งต้องทำลายคลัสเตอร์บอมบ์ที่มีในคลังทิ้งทั้งหมด ปัจจุบันมี 123 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญานี้ ยกเว้น ยูเครน รัสเซีย และสหรัฐฯ ที่ยังไม่ได้ลงนาม ดังนั้นหากพิจารณาตามหลักทางกฎหมายแล้ว ประเทศเหล่านี้สามารถใช้คลัสเตอร์บอมบ์ได้เพื่อเป้าหมายทางการทหาร แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านก็ตาม

ปิดท้ายด้วยภาพใหม่ของกลุ่มแวกเนอร์ ที่ขณะนี้ทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปประจำการในเบลารุสแล้ว เพื่อช่วยฝึกฝนทหารเบลารุสตามข้อตกลง เสียงจากทหารเบลารุสที่ไม่เปิดเผยชื่อเล่าว่า ทหารแวกเนอร์ถ่ายทอดประสบการณ์ในสนามรบ ตลอดจนยุทธวิธีในการโจมตีศัตรูและการป้องกันแก่พวกเขา อย่างไรก็ตามกิจกรรมนี้สร้างความกังวลให้กับเพื่อนบ้านอย่างโปแลนด์ เนื่องจากจุดที่ทหารแวกเนอร์เปิดหลักสูตรฝึกฝนนั้นอยู่ห่างจากชายแดนโปแลนด์เพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น

โปแลนด์เป็นชาติสมาชิกขององค์การนาโต กระบวนการฝึกฝนทหารเบลารุสโดยทหารแวกเนอร์จึงเป็นกิจกรรมล่าสุดของรัสเซียที่เกิดขึ้นใกล้กับนาโตด้วยเช่นกัน  ชาวโปแลนด์ที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเล่าว่า พวกเขาไม่สบายใจเท่าไหร่นัก และช่วงนี้มีเสียงปืนและระเบิดดังขึ้นเป็นระยะๆ สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่เหตุการณ์บางอย่างหรือการปะทะในอนาคต

การก่อกบฏของแวกเนอร์เริ่มขึ้นในคืนวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อจู่ๆ เยฟเกนี ปริโกชิน หัวหล้ากลุ่มแวกเนอร์ก็ประกาศผ่านเทเลแกรมว่า ตัวเขาจะก่อกบฏและต้องการโค่นล้ม เซอร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย  จากนั้นในคืนเดียวกันทหารแวกเนอร์ได้เคลื่อนทัพข้ามจากฝั่งยูเครนเข้ามาในเมืองรอสตอฟ ออนดอน เตรียมที่จะมุ่งหน้าไปยังกรุงมอสโก

รัฐบาลรัสเซียตั้งรับเต็มที่ ท่ามกลางการจับตาจากนานาชาติว่าความขัดแย้งนี้อาจนำไปสู่การเกิดสงครามกลางเมือง แต่แล้วในวันที่ 24 มิถุนายนซึ่งเป็นวันถัดมา ในช่วงค่ำจู่ๆ ปริโกชินก็ประกาศล้มเลิกแผนการ  ตามมาด้วยข่าวที่ว่า หัวหน้ากลุ่มแวกเนอร์เดินทางไปเบลารุสในวันที่ 27 มิถุนายน เพื่อเจรจาข้อตกลงโดยมีประธานาธิบดีลูคาเชนโกเป็นคนกลาง

ซึ่งคาดกันว่าส่วนหนึ่งของข้อตกลงคือการย้ายทหารแวกเนอร์ที่ประจำการอยู่ในสมรภูมิยูเครนมาในเบลารุส โดยทางเบลารุสระบุว่าจะรับทหารเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ประโยชน์จากทักษะและความรู้ของพวกเขาในการพัฒนากองทัพเบลารุส

ส่วนชะตากรรมของเยฟเกนี ปริโกชิน หัวหน้ากลุ่มแวกเนอร์เป็นอย่างไร?หลังเดินทางกลับไปรัสเซีย เมื่อวานนี้มีรายงานว่าปริโกชินปรากฏตัวแล้วในเบลารุส  จากภาพปริโกชินกำลังกล่าวต้อนรับทหารที่เพิ่งย้ายเข้ามา คาดกันว่าภาพดังกล่าวถูกถ่ายมาจากค่ายทหารของเมืองทเซล ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมินสก์ เมืองหลวงของเบลารุส ซึ่งค่ายดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับทหารแวกเนอร์โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของ The Belarusian Hajun Project กลุ่มนักเคลื่อนไหวอิสระที่ติดตามกิจกรรมทางการทหารในเบลารุสระบุว่า วิดีโอน่าจะถ่ายตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา เนื่องจากในวันเดียวกันมีรายงานว่าเครื่องบินของปริโกชินลงจอดในกรุงมินสก์ ก่อนจะเดินทางออกจากเมืองหลวงของเบลารุสไปในวันที่ 19 กรกฎาคม นั่นหมายความว่า ชาติตะวันตกยังไม่ทราบชะตากรรมแน่ชัดของหัวหน้ากลุ่มแวกเนอร์ผู้ก่อกบฏรายนี้

ล่าสุดมีความคิดเห็นจาก วิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการหน่ววยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ CIA กล่าวถึงปริโกชินระหว่างงาน Aspen Security Forum 2023 งานเสวนาด้านความมั่นคงที่จัดขึ้นในเมืองแอสเปน รัฐโคโลราโด ช่วงวันที่ 18-21 กรกฎาคม

ผู้อำนวยการซีไอเอมองว่า อนาคตของปริโกชินไม่ปลอดภัยนัก แต่ที่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นน่าจะเป็นเพราะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกำลังพิจารณาอยู่ว่า ปริโกชินและกลุ่มแวกเนอร์มีประโยชน์ต่อรัสเซียหรือไม่

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ