ผู้อพยพแอฟริกัน ติดอยู่พรมแดนตูนิเซีย-ลิเบียกว่า 2 สัปดาห์


โดย PPTV Online

เผยแพร่




สัปดาห์ที่ผ่านมา ปัญหาผู้อพยพในตูนิเซียยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและไม่มีท่าทีจะคลี่คลายลง หลังจากมีรายงานว่าผู้อพยพผิวดำเชื้อสายแอฟริกันหลายร้อยคนติดอยู่ในพื้นที่รกร้างของเมืองราส อัจดีร์ เมืองชายฝั่งที่อยู่ระหว่างพรมแดนตูนิเซียและลิเบียมาเป็นเวลาสองสัปดาห์แล้ว

ผู้อพยพผิวดำเชื้อสายแอฟริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ที่พรมแดนระหว่างตูนิเซียและลิเบียมาสองสัปดาห์แล้ว ความเป็นอยู่ของผู้อพยพเหล่านี้ย่ำแย่ หลายคนเล่าตรงกันว่าต้องทุกข์ทรมานจากอากาศที่ร้อนจัด อาศัยหลับนอนบนพื้นดินสกปรก ไม่มีอาหาร ต้องน้ำดื่มจากทะเล อีกทั้งยังร้องขอให้องค์การสหประชาชาติยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ในบรรดาผู้อพยพที่ถูกส่งมายังพื้นที่ดังกล่าวมีทั้งเด็กและสตรีมีครรภ์ พื้นเพมาจากหลากหลายประเทศ เช่น ไนเจอร์ แคเมอรูน ซูดาน กินี เป็นต้น 

สิงคโปร์ ตัดสินแขวนคอนักโทษคดีกัญชา รายที่ 2 ในรอบ 3 สัปดาห์

คณะผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นเห็นชอบแนะข้าราชการทำงาน 4 วัน/สัปดาห์

 

ส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มซับซาฮาราแอฟริกา ส่วนสถานะของผู้อพยพนั้นมีทั้งถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย 

Human Rights Watch รายงานว่าระหว่างทางจากเมืองสแฟกซ์ไปยังเมืองราส อัจดีร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของตูนิเซียใช้ความรุนแรงระหว่างการจับกุมและเคลื่อนย้ายพวกเขา สอดคล้องกับคำให้การของผู้อพยพหลายคนต่อสื่อสำนักต่างๆ

ทำไมผู้อพยพเชื้อสายแอฟริกันถึงถูกส่งตัวมาที่ราส อัจดีร์ ผู้อพยพกลุ่มนี้คือส่วนหนึ่งของผู้อพยพเชื้อสายแอฟริกันในเมืองสแฟกซ์ที่รัฐบาลตูนิเซียตัดสินใจส่งไปยังพรมแดนระหว่างตูนิเซียและลิเบีย หลังจากเกิดเหตุจลาจลรุนแรงขึ้นที่เมืองสแฟกซ์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ชนวนเหตุเกิดขึ้นจากการเสียชีวิตของชายชาวตูนิเซียระหว่างการปะทะกันของชาวเมืองสแฟกซ์และผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในเมือง หลังจากเหตุการณ์ผู้อพยพเชื้อสายแอฟริกันหลายคนถูกบีบให้ออกมาอาศัยอยู่ตามถนน

อันที่จริงความตึงเครียดระหว่างชาวตูนิเซียเชื้อสายอาหรับและผู้อพยพที่ส่วนใหญ่เป็นชาวแอฟริกันผิวดำเกิดขึ้นมานานแล้วก่อนที่การจลาจล ล่าสุดจะเกิดขึ้น ความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างอาหรับและแอฟริกันในตูนิเซีย เริ่มต้นที่ตำแหน่งของเมืองสแฟกซ์ ทำไมสแฟกซ์จึงเป็นใจกลางของความขัดแย้ง?

สแฟกซ์เป็นเมืองท่าทางตะวันออกของประเทศตูนิเซีย มีสถานะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหลักของประเทศ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองรองจากกรุงตูนิส เมืองหลวงของประเทศ และเป็นเมืองที่มีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมืองอยู่แล้วเป็นปกติ

ส่วนทางทิศตะวันออกของเมืองคือทางออกไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะลัมเปดูซาของอิตาลีเพียง 130-160 กิโลเมตรเท่านั้น

ส่งผลให้สแฟกซ์กลายเป็นทางผ่านของผู้อพยพจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาคซับซาฮารา ซึ่งหลายประเทศมีปัญหาความขัดแย้งหรือสงครามกลางเมืองเรื้อรัง ก่อนที่จะมุ่งหน้าอพยพเข้าสู่พรมแดนสหภาพยุโรปผ่านอิตาลี

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ต้นปี 2023 เป็นต้นมา ตูนิเซียประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก เงินเฟ้อรุนแรง เกิดภาวะว่างงาน รวมถึงขาดแคลนอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค 

ขณะเดียวกันก็มีคลื่นผู้อพยพย้ายเข้ามายังเมืองสแฟกซ์หลายพันคน แม้ว่าจะไม่มีรายงานตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามีผู้อพยพชาวแอฟริกันอพยพเข้ามาเป็นจำนวนเท่าไหร่ เพราะมีผู้ที่อพยพเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการด้วยเช่นกัน แต่หลายสำนักข่าวรายงานตรงกันว่าจำนวนผู้อพยพเชื้อสายแอฟริกันในสแฟกซ์เพิ่มขึ้นอย่างสังเกตได้ 

เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2023 ประธานาธิบดีไคส์ ซาอิด ออกมาตรการปราบปราบ จับกุม และขับไล่ผู้อพยพที่เข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมาย

ตามด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ที่มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติว่า ผู้อพยพจากแอฟริกาเข้ามายังตูนิเซียด้วยจุดมุ่งหมายที่ต้องการเปลี่ยนตูนิเซียจากประเทศมุสลิมอาหรับให้กลายเป็นประเทศแอฟริกัน และผู้อพยพยังพาอาชญากรรมและความรุนแรงมาสู่ตูนิเซีย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้อพยพชาวแอฟริกันและชาวตูนิเซียผิวดำอย่างมาก แม้ว่าจะมีชาวตูนิเซียจำนวนไม่น้อยที่ออกมาประท้วงต่อต้านคำพูดของประธานาธิบดีซาอิด

คำพูดของผู้นำตูนิเซียสร้างความหวาดกลัว ผู้อพยพชาวซูดานคนหนึ่งเล่าว่า จุดประสงค์ที่เขาอพยพมานั้นก็เพื่อต้องการความปลอภัยและความมั่นคงในชีวิตเท่านั้น และไม่ได้คิดจะก่อปัญหาในตูนิเซีย

ความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจผสมกับกระแสต่อต้านผู้อพยพ ส่งผลให้ชาวตูเนียเซียบางส่วนไม่เห็นด้วยและไม่พอใจกับการอพยพอย่างผิดกฎหมายของผู้อพยพชาวแอฟริกัน

นี่คือความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ก่อนที่จะเกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองสแฟกซ์เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

หลังจากรัฐบาลตูนิเซียออกมาตรการปราบปรามผู้อพยพที่ย้ายถิ่นฐานมาเข้าอย่างผิดกฎหมาย มีรายงานว่ามีการอพยพออกจากเมืองสแฟกซ์ผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังประเทศอิตาลีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

วันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา อิตาลีรายงานว่าพบผู้อพยพทางเรือราว 75,065 คนเดินทางขึ้นฝั่งอิตาลี เพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2022 ที่มีผู้อพยพทางเรือขึ้นฝั่งอิตาลีเพียง 31,920 คน

ผู้อพยพชาวแอฟริกันจำนวนมากอาศัยขบวนการค้ามนุษย์เพื่อแล่นเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพรมแดนไปยังยุโรป และอีกจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตระหว่างการเดินทางเนื่องจากเรืออับปางกลางทะเล เพราะคลื่นลมแรงและการบรรทุกคนเกินขนาด

ล่าสุดทางการตูนิเซีย เปิดเผยว่า มีรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากการข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 901 คนตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ครั้งล่าสุดที่เรือจากสแฟกซ์ไปยังเกาะลัมเปดูซาล่มกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนั้นคือเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา

องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM รายงานว่า เรือลำนี้บรรทุกผู้ลี้ภัยมาราว 46 คน แต่กลับพลิกคว่ำเนื่องจากเผชิญกับคลื่นลมทะเลที่แรง ทำให้มีผู้สูญหายราว 37-40 ราย และรอดชีวิตกลับมาเพียง 4 รายเท่านั้น

ขณะเดียวกันที่ผู้อพยพชาวแอฟริกันต้องการอพยพออกจากตูนิเซียเข้าพรมแดนสหภาพยุโรปไปทางประเทศอิตาลี รัฐบาลตูนิเซียเองก็เผชิญแรงกดดันจากสหภาพยุโรปและรัฐบาลอิตาลีที่มีนโยบายต่อต้านผู้อพยพ สกัดไม่ให้ผู้อพยพเดินทางออกจากชายฝั่งตูนิเซีย

นี่เป็นข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและรัฐบาลตูนิเซียที่บรรลุไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ข้อตกลงครอบคลุมเงินช่วยเหลือให้แก่ตูนิเซีย มูลค่ากว่า 1 พันล้านยูโร หรือราว 39,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งลดการอพยพออกจากตูนิเซียด้วยการลงทุนสนับสนุนเศรษฐกิจของตูนิเซียที่กำลังย่ำแย่ให้มีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวอาจตามมาด้วยความตึงเครียดอีกระลอก

แมต เฮอร์เบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านแอฟริกาเหนือประจำสถาบัน Global Initiative Against Transnational Organized Crime ให้ความเห็นต่อสำนักข่าวดอยต์เชอ เวลเลอร์ ว่า

มาตรการกดดันให้ประเทศในกลุ่มแอฟริกาเหนือยุติการอพยพของสหภาพยุโรปมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางอ้อมที่จะทวีความตึงเครียดระหว่างชาวตูนิเซียและผู้อพยพชาวแอฟริกัน และอาจนำไปสู่การปราบปรามผู้อพยพอีกครั้ง อย่างที่เกิดขึ้นล่าสุดระหว่างช่วงเดือนที่ผ่านมานี้

PR-โปรแกรมผลบอล_B PR-โปรแกรมผลบอล_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ