เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์วัย 71 ปี ได้กล่าวปราศัยต่อสมาชิกพรรคกิจประชาชน (PAP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเขาว่า เขาจะส่งต่ออำนาจการบริหารประเทศให้กับ ลอว์เรนซ์ หว่อง รองนายกรัฐมนตรี พร้อมกับย้ำว่า หากทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เขาจะส่งต่ออำนาจไม่เกินวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งพรรค PAP ซึ่งตรงกับเดือนพฤศจิกายนปีหน้า และเป็นช่วงก่อนที่จะมีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในประเทศ
อิสราเอลตัดขาดฉนวนกาซา แบ่งเป็น 2 ส่วน เตรียมถล่มฮามาสในกาซาเหนือ
ทั้งนี้นายกฯลี เซียน ลุง ระบุว่า ลอว์เรนซ์ หว่องได้พิสูจน์ฝีมือของตัวเองในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐบาลในการจัดการบริการการระบาดของโควิด-19 และไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะต้องเลื่อนการถ่ายโอนอำนาจในทางการเมืองแล้ว
นอกจากนี้ ลี เซียนลุง ยังย้ำด้วยว่า ตัวเขาจะไปอยู่ในจุดที่เขาคิดว่าสามารถจะเป็นประโยชน์ได้ และจะทำอย่างดีที่สุดในการสนับสนุน ลอว์เรนซ์ หว่อง และทีมงานในการต่อสู้เพื่อเอาชนะการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า
สำหรับ ลี เซียนลุงวางแผนก้าวลงจากอำนาจในปี 2022 แต่ต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากต้องการดูแลสิงคโปร์ให้ผ่านพ้นวิกฤติโควิดไปให้ได้ก่อน
ขณะที่ลอว์เรนซ์ หว่อง อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง และการพัฒนาประเทศถือเป็นหัวเรือใหญ่ของทีมงานลี เซียนลุงในการรับมือกับการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ และประสบความสำเร็จในการจัดการการระบาดของโควิด เพราะเขาทำให้สิงคโปร์มีอัตราการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากโควิดต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาด
ดังนั้นการเป็นผู้นำของพรรค PAP ของลอเรนซ์ หว่อง ทำให้เขามีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นผู้นำคนที่สี่ของสิงคโปร์ที่จะเข้ามาควบคุมกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มงวดในประเทศแห่งนี้ และหากเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่า ลอเรนซ์ หว่อง จะกลายเป็นผู้นำสิงคโปร์คนที่สองที่ไม่ได้มาจากตระกูลลี
โดยผู้นำสิงคโปร์คนแรกที่ไม่ได้มาจากตระกูลนี้คือ โก๊ะ จ๊ก ตง (Goh Chok Tong) ซึ่งปกครองสิงคโปร์ระหว่างปี 1990-2004
ภาพจาก RODGER BOSCH / AFP
"เศรษฐา" สั่ง "ปานปรีย์" ศึกษาความเหมาะสม ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
เรอัล มาดริด แถลงการณ์โต้ข่าวลือดีล "เอ็มบัปเป้"
“ต้องเต” หวังรัฐจริงจังผลักดันภาพยนตร์ไทย รองเลขาฯ นายกแจง ไม่คิดเคลมความสำเร็จ “สัปเหร่อ”