'มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก' ขอโทษครอบครัวเหยื่อผลกระทบโซเชียลมีเดีย


โดย PPTV Online

เผยแพร่




“มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอของ Meta ได้เข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองเด็กๆ บนโลกออนไลน์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสหรัฐฯ มีประเด็นร้อนเกิดขึ้น เมื่อผู้บริหารของบริษัทด้านโซเชียลมีเดียหลายคน รวมถึง “มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก” ซีอีโอของ Meta ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียรายใหญ่ อย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้เข้าชี้แจงต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นการคุ้มครองเด็กๆ บนโลกออนไลน์ บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยในระหว่างการซักถาม มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ก็ได้ลุกขึ้นมาขอโทษเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากโซเชียลมีเดีย

ซีอีโอโซเชียลมีเดียตบเท้าเข้าสภาคองเกรส แจงปมภัยคุกคามต่อเด็ก

TikTok ปลดพนักงาน 60 คน ชี้ปรับโครงสร้างองค์กรตามปกติ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก รายการรอบโลกเดลี่
มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ลุกขึ้นพร้อมหันหน้าเข้า ครอบครัวเหยื่อเพื่อกล่าวขอโทษ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังจากที่ จอช ฮอว์ลีย์ (Josh Hawley) สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันได้เปิดคลิปวิดีโอที่เด็กๆ พูดถึงการถูกกลั่น แกล้งบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย รวมถึงเล่าเรื่องราวของเยาวชนที่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย เนื่องจากถูกขู่กรรโชกเงิน หลังแชร์ภาพถ่ายโป๊เปลือยของตนเองให้กับกลุ่มคนที่แสวงหาผลประโยชน์ทาง เพศโดยไม่ตั้งใจ (Sexual Predator)

สมาชิกวุฒิสภารายนี้ยังซักถาม มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เกี่ยวกับการแสดงความรับ ผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับเยาวชนที่เป็นเหยื่อเหล่านี้ พร้อมทั้งถามว่าเขาอยากจะ ขอโทษครอบครัวของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากโซเชียลมีเดียหรือไม่ จากแรงกดดันจากวุฒิสภา ทำให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ได้ลุกขึ้นพร้อมหันหน้าเข้า ครอบครัวเหยื่อเพื่อกล่าวขอโทษ

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเด็กที่เป็นเหยื่อโซเชียลหลายคนกล่าวว่า คำขอโทษของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ไม่ได้แตกต่างจากที่พวกเขาคาดไว้ เพราะแม้คำขอโทษของเขาจะได้รับเสียงชื่นชม แต่สำหรับครอบครัวที่สูญเสียลูกของตนเองนั้น นี่ถือว่าน้อยเกินไปและสายเกินไป ขณะที่บางคนกล่าวว่า คำขอโทษของมาร์กไม่ได้มาจากใจ แต่มาจากแรงกดดันทั้งสิ้น
 
นอกจากประเด็นนี้แล้ว เท็ด ครูซ วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันยังสอบถาม มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เกี่ยวกับข้อความบนอินสตาแกรม ที่ขึ้นเตือนผู้ใช้งานว่า พวกเขาอาจเห็นเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก แต่กลับยังมีการสอบถามพวกเขาว่าต้องการ “ดูผลลัพธ์หรือไม่”

ด้านซีอีโอ Meta ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า การไม่ปิดกั้นเนื้อหา เป็นไปตาม “วิทยาศาสตร์พื้นฐานที่อยู่เบื้องหลัง” เนื่องจากมันอาจมีประโยชน์ในการนำทางเด็กๆ ไปสู่สิ่งที่มีประโยชน์ เขายังสัญญาว่าจะพิจารณาเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว นอกจาก มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กแล้ว ยังมีผู้บริหารคนอื่นๆ เข้าร่วมการซักถามของวุฒิสภาสหรัฐฯ ด้วย ได้แก่

“โจว โซ่ว จือ” ซีอีโอ TikTok / “อีวาน สปีเกล” ซีอีโอบริษัท Snap ผู้ให้บริการแอปพลิเคชันสำหรับส่งข้อความอย่าง Snapchat / “ลินดา ยัคคาริโน” ซีอีโอของ X หรือชื่อเดิมคือทวิตเตอร์ และ “เจสัน ซิตรอน” ซีอีโอ Discord แอปพลิเคชันที่สามารถสื่อสารได้ทุกรูปแบบทั้งพิมพ์ข้อความ คุยด้วยเสียง ไปจนถึงวิดีโอคอล
 
การซักถามใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง โดยมีครอบครัวและผู้ปกครองของเด็กๆ ที่เป็นเหยื่อโซเชียลมีเดียเดินทางมาเข้าร่วมฟังการชี้แจงครั้งนี้ด้วย โดยบางคนก็ถือรูปของลูกที่ฆ่าตัวตายจากการตกเป็นเหยื่อของโซเชียลมีเดีย ประเด็นหลักที่สมาชิกวุฒิสภามุ่งเน้นคือ อันตรายของโซเชียลมีเดียที่มีต่อเด็ก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ จากพฤติกรรมเสพติดโซเชียลมีเดีย การปรากฏตัวของผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศต่อเด็กแบบไร้การควบคุม 

นอกจากนี้ ยังรวมถึงโฆษณาและส่งเสริมความงามเกินจริงจนก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต เช่น พฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (eating disorders) เป็นผลจากความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ หรือกังวลต่อน้ำหนักตัวและรูปร่างของตนเอง

อย่างไรก็ดี หลังการชี้แจงและซักถามโดยวุฒิสภาแล้ว มีเพียงซีอีโอของ Snap และซีอีโอของ X เท่านั้น ที่ตกลงสนับสนุนร่างกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์สำหรับเด็ก (Kids Online Safety Act) หรือ KOSA
 
ร่างกฎมายฉบับนี้จะกำหนดให้บริการออนไลน์ประเภทต่างๆ เช่น เครือข่ายโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์วิดีโอเกม และแอปส่งข้อความต้องมี “มาตรการที่เหมาะสม”แก่ผู้ใช้บริการที่เป็นเยาวชน เพื่อป้องกันอันตรายจากการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การคุกคามทางเพศ การแสวงผลประโยชน์ทางเพศ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก รายการรอบโลกเดลี่
ครอบครัวและผู้ปกครองของเด็กๆ ที่เป็นเหยื่อโซเชียลมีเดียเดินทางมาเข้าร่วมฟังการชี้แจง

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้บริการโซเชียลมีเดียต่างๆ เปิดการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสูงสุดตามการตั้งค่าเริ่มต้นสำหรับผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ชึ่งจะช่วยให้เยาวชนสามารถจำกัดหรือเลือกไม่ใช้คุณลักษณะต่างๆ เช่น ฟีดข่าวส่วนบุคคล การแจ้งเตือนของสมาร์ทโฟน และวิดีโอที่เล่นอัตโนมัติ หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่าเป็นการเล่นแบบบังคับ 
 
ขณะที่ ซีอีโอของ Meta TikTok และดิสคอร์ด ไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุน โดยบางคนแย้งว่าร่างกฎหมายดังกล่าวมีข้อจำกัดบางประการที่อาจขัดแย้งกับเสรีภาพในการแสดงออกหรือแสดงความคิดเห็น

ปัจจุบัน ผู้คนทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกันด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก X หรือ TikTok ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถทำความรู้จักกัน แสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ แบ่งปันรูปภาพ ไปจนถึงแสดงตัวตนของตนเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความสะดวกสบาย แต่ขณะนี้โซเชียลมีเดียส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการจำนวนมากแบบที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชน ข้อกังวลหนึ่ง คือ ความมั่นใจในตนเองและปัญหาสุขภาพจิต

งานวิจัยเมื่อปี 2023 ระบุว่า โซเชียลมีเดียมีความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อมุมมองของเด็กและเยาวชนในการมองตนเอง และอาจกระตุ้นให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต จากกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนอายุ 12-21 ปี จำนวน 1,024 คน แสดงให้เห็นว่า สามในสี่ของเด็กที่อายุน้อยกว่า 12 ปี ไม่ชอบรูปร่างตนเองและรู้สึกอับอายกับรูปลักษณ์ของตนเอง ส่วนผู้ที่มีอายุ 18-21 ปีอยู่ที่ 8 ใน 10 คน
 
ขณะที่เด็กและเยาวชนเกือบครึ่งหนึ่งที่มีอายุระหว่าง 12-21 ปีกล่าวว่า พวกเขาเริ่มเก็บตัวและเริ่มออกกำลังกายมากเกินไป รวมถึงไม่สังคมหรือทำร้ายตัวเอง เพราะพวกเขาถูกกลั่นแกล้งหรือถูกล้อเลียนเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของตนเองบนโลกออนไลน์เป็นประจำ ส่วน 4 ใน 10 กล่าวว่า พวกเขามีปัญหาสุขภาพจิต ในจำนวนนี้ 20% มีปัญหาเกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกาย และ 14% ประสบปัญหาในการรับประทานอาหาร เช่น การควบคุมการกินอย่างเข้มงวด การกินมากเกินไป และการล้วงคออาเจียน ส่วนอีกข้อกังวลคือ การคุกคามทางเพศออนไลน์และการแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ

รายงานหนึ่งในสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ มีผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศแฝงตัวอยู่บนโลกออนไลน์ของสหรัฐฯ มากกว่า 500,000 คน ขณะที่ข้อมูลจาก FBI ชี้ว่าเหยื่อกว่า 50% มีอายุเพียง 12-15 ปีเท่านั้น เหตุการณ์แสวงหาผลประโยชน์นี้ 89% เกิดขึ้นในห้องสนทนาทางอินเตอร์เน็ตและแอปส่งข้อความโต้ตอบ โดยผู้แสวงหาผลประโยชน์ทางเพศจะชักชวนเด็กๆ คุยและเรียกร้องขอรูปถ่ายโป๊เปลือย บางคนพยายามติดต่อเด็กๆ ด้วยตนเองหรือผ่านทางโทรศัพท์

ปัจจุบันมีเด็กในสหรัฐฯ กว่า 40% เปิดบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะเพื่อให้มียอดติดตามเพิ่มขึ้น นี่ทำให้บรรดาผู้ปกครองกว่า 58% แสดงความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามของคนแปลกหน้าบนโซเชียลมีเดียของลูกๆ ส่วนข้อกังวลอื่นๆ คือ พฤติกรรมการติดโซเชียลของเด็กๆ จนนำมาสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าว การเลียนแบบอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการรับรู้ข้อมูลแบบผิดๆ โดยปราศจากคำแนะนำจากผู้ใหญ่หรือครอบครัว 

ข้อกังวลเหล่านี้ส่งผลร้ายแรงจนถึงขั้นทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากมีสภาวะทางจิตใจ มีความคิดอยากจะฆ่าตัวตาย และหลายคนก็ทำสำเร็จ บรรดาครอบครัวของเหยื่อ รวมถึงทางการสหรัฐฯ ได้พยายามที่จะผลักดันกฎหมายที่คุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์มานานหลายปีแล้ว อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีร่างกฎหมายใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ผ่านวุฒิสภาเพื่อลงนามในกฎหมาย

PR - ตารางคะแนน-2_B PR - ตารางคะแนน-2_B
TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ