ผู้พิพากษาขู่สั่งจำคุก “ทรัมป์” ฐานละเมิดคำสั่งปิดปาก


โดย PPTV Online

เผยแพร่




การพิจารณาคดีอาญาคดีแรก “โดนัลด์ ทรัมป์” ล่าสุดผู้พิพากษาขู่สั่งจำคุก ฐานละเมิดคำสั่งปิดปากเป็นครั้งที่ 10

ท่ามกลางการจับตาการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีขึ้นในอีกไม่ถึง 6 เดือนข้างหน้า อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญที่ถูกจับตามองไม่แพ้กันคือ การพิจารณาคดีอาญาคดีแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปีนี้กลับมาลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแข่งกับ โจ ไบเดน อีกครั้ง

โดยคดีดังกล่าวเป็นคดีเกี่ยวกับการจ่ายเงินปิดปากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับผู้หญิงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016การพิจารณาคดียังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คอนเทนต์แนะนำ
ที่มาที่ไปคดี “ทรัมป์” จ่ายเงินปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่ มาถึงจุดนี้ได้ไง?
"ทรัมป์" ขึ้นศาลวันแรก กรณีจ่ายเงินปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่

คดีทรัมป์ AFP/ANGELA WEISS / POOL
โดนัลด์ ทรัมป์ ในศาลนิวยอร์ก

โดยเมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่ 3 ของการไต่สวนพยานในการพิจารณาคดีอาญาคดีแรกของโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ฮวน เมอร์ชาน” ผู้พิพากษาประจำศาลอาญาในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ที่รับผิดชอบพิจารณาคดีดังกล่าวได้สั่งปรับเงินโดนัลด์ ทรัมป์อีก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,700 บาท ฐานละเมิดคำสั่งปิดปากเป็นครั้งที่ 10

หลังจากเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง โดยกล่าวหาว่า คณะลูกขุนถูกเลือกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และร้อยละ 95 เป็นพวกของพรรคเดโมแครต ซึ่งนี่ทำให้ผู้พิพากษาเมอร์ชานชี้ว่า ทรัมป์ได้ตั้งคำถามถึงความซื่อสัตย์ และความถูกต้องตามกฎหมายของการพิจารณาคดี และยังทำให้คณะลูกขุนและครอบครัวต้องเกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัย

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้น หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้พิพากษาเมอร์ชาน ได้สั่งปรับเงินทรัมป์ 9,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 330,000 บาท จากการโพสต์ข้อความดูหมิ่นศาลลงบนโซเซียลมีเดีย 9 ครั้ง ผู้พิพากษาฮวน เมอร์ชาน ระบุว่า การสั่งปรับเงินนักธุรกิจผู้ร่ำรวยครั้งก่อนดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้เขาละเว้นการละเมิดคำสั่งศาล ซึ่งห้ามไม่พูดถึงคณะลูกขุน พยาน ครอบครัวของผู้พิพากษา และอัยการได้แม้แต่น้อย

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาเมอร์ชาน ได้กล่าวก่อนที่คณะลูกขุนจะเดินเข้ามาในห้องพิพากษาด้วยว่า ตัวเขาไม่ได้ต้องการจะสั่งลงโทษจำคุก และได้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อจะไม่ทำเช่นนั้น แต่ก็ย้ำว่า หากจำเป็นต้องทำจริงๆ เขาก็จะทำ นอกจากนี้ผู้พิพากษาเมอร์ชาน ยังได้วิพากษ์วิจารณ์ทรัมป์ ด้วยว่า การล่วงละเมิดคำสั่งห้ามแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่องและจงใจของทรัมป์ ถือเป็นการมุ่งทำลายหลักนิติธรรมโดยตรง

การขู่สั่งจำคุกทรัมป์ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นคดีที่ทรัมป์ถูกอัยการกล่าวหาว่า จ่ายเงินปิดปาก สตอร์มี แดเนียลส์ ดาราหนังผู้ใหญ่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016

โดยในคดีนี้ ทรัมป์ถูกตั้งข้อหาในความผิดทางอาญา 34 กระทง จากการปลอมแปลงบันทึกทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงิน 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4.7 ล้านบาท ให้กับดาราหนังผู้ใหญ่รายนี้เพื่อไม่ให้เธอเปิดเผยความสัมพันธ์ลับๆ ที่เคยมีต่อกันที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในทะเลสาบทาโฮ

ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวทั้งหมด โดยทนายความของทรัมป์ ยืนยันว่า ทรัมป์ ไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆ และย้ำว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตัวเองเท่านั้นส่วนความเคลื่อนไหวของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อประเด็นคำสั่งปิดปาก

ก่อนหน้านี้ทรัมป์บ่นหลายต่อหลายครั้งว่า คำสั่งนี้ได้จำกัดความสามารถของเขาในการปราศรัยหาเสียงต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอตัวชิงตำแหน่งกลับทำเนียบขาว

และในวันนี้ที่ห้องพิจารณาคดีเขาได้นั่งอยู่ที่โต๊ะจำเลย โดยแทบไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆต่อคำขู่สั่งจำคุกของผู้พิพากษา จากนั้นหลังเดินออกมาจากห้องพิจารณาคดี ก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การพิจารณาคดีนี้ว่า เป็นการแทรกแซงทางการเมือง และสิ่งที่น่าอับอายยิ่งกว่านั้น คือคำสั่งปิดปาก

ผู้พิพากษาเมอร์ชาน ยอมรับว่า คำสั่งจำคุก ถือเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ เพราะทราบดีว่า การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีหยุดชะงักงัน อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาความท้าทายด้านความปลอดภัย และจะทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้เผชิญกับความยุ่งยากมากขึ้นด้วย

แต่ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ต้องถูกจำคุกจริง ก็จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยต่างๆ มากมาย ที่ผ่านมาการคุมขังอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และนี่จะสร้างความท้าทายด้านการดำเนินการครั้งใหญ่ สำหรับกองกำลังความมั่นคง

เนื่องจากตามกฎหมายแล้ว หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครองอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ตลอดเวลา ทุกที่ ยกเว้นแต่ว่าที่เขาสละสิทธิพิเศษนี้เหมือนที่ริชาร์ด นิกสันที่เคยทำในปี 1985 ดังนั้นทรัมป์ มีสิทธิ์ได้ความคุ้มครองจากหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ตลอดชีวิตเหมือนอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ

คดีโดนัลด์ ทรัมป์ AFP/Michael Nagle / POOL
โดนัลด์ ทรัมป์ ในศาลนิวยอร์ก

อย่างไรก็ตาม หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ ระบุว่า พร้อมให้ความคุ้มครองทรัมป์ในทุกพื้นที่ทั่วโลก แต่ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการคุ้มครองที่เฉพาะเจาะจง แต่ได้กล่าวว่าหน่วยงานใช้เทคโนโลยีและยุทธวิธีที่ทันสมัยที่สุดเพื่อดำเนินการ

ขณะที่กรมราชทัณฑ์เปิดเผยกับสำนักข่าวบีบีซีว่า พร้อมที่จะหาสถานที่ที่เหมาะสมให้กับทรัมป์ หากจำเป็น แต่สิ่งที่กังวลคือ จะทำอย่างไรให้ทรัมป์ปลอดภัยในเรือนจำ ซึ่งนี่อาจเป็นปัญหาที่ซับซ้อนของเจ้าหน้าที่เช่นเดียวกับจัสติน เปเปอร์นี ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาเรือนจำที่ระบุว่า การส่งทรัมป์เข้าเรือนจำอาจมีราคาแพง และก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมหาศาล ซึ่งหมายความว่า ผู้คุมน่าจะต้องคุมขังทรัมป์ไว้คนเดียว

ส่วนความคืบหน้าในการไต่สวนพยานและการแสดงหลักฐานต่างๆ ในการสนับสนุนการดำเนินคดีดังกล่าว หลังจากผู้พิพากษามีคำสั่งปรับเงินทรัมป์แล้ว คณะลูกขุนได้เริ่มดำเนินการพิจารณาคดี โดยอัยการได้แสดงบันทึกทางธุรกิจต่อคณะลูกขุน ที่ระบุการชำระเงินรวม 420,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ กว่า 15 ล้านบาท จากทรัมป์ ไปยัง ไมเคิล โคเฮน อดีตทนายความส่วนตัวของทรัมป์

แม้บันทึกทางธุรกิจเหล่านั้นได้รับการระบุว่า เป็นค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย แต่อัยการบอกว่า จริงๆ แล้ว เงินก้อนนี้ที่ทรัมป์จ่ายให้กับโคเฮน มีวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมถึงเงินกว่า 4.7 ล้านบาท ที่โคเฮนจ่ายเงินให้กับดาราหนังผู้ใหญ่เพื่อปิดปากเธอ

พร้อมด้วยค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.8 ล้านบาท ที่เขาต้องรับผิดชอบ และทรัมป์ได้เพิ่มยอดรวมเป็นสองเท่าเพื่อชำระภาษี และเงินโบนัสสิ้นปีอีก 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 2.2 ล้านบาทด้วย

ส่วนเจฟฟรีย์ แม็กคอนนีย์ (Jeffrey McConney) อดีตลูกจ้างของทรัมป์ได้ขึ้นเป็นพยานให้การด้วยเช่นกัน

โดยอดีตลูกจ้างทรัมป์รายนี้ให้การว่า เขาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่การเงินระดับสูงของบริษัท Allen Weisselberg ว่าการชำระเงินดังกล่าวเป็นการชำระเงินคืน ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย รายงานข่าวระบุว่า คำให้การของอดีตลูกจ้างทรัมป์รายนี้น่าจะยิ่งทำให้คดีนี้มีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก

ท่ามกลางการพิจารณาคดีอาญาคดีแรกของทรัมป์ที่กำลังดำเนินอยู่ และยังมีมรสุมคดีความอีกจำนวนมากที่รออยู่ อีกไม่ถึง 6 เดือนจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือความนิยมในตัวผู้สมัครระหว่างโจ ไบเดน และทรัมป์ เป็นอย่างไรบ้าง

เว็บไซต์ USA Today เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกันล่าสุดร่วมกับมหาวิทยาลัยซัฟฟอล์กพบว่า คะแนนนิยมระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดน เท่ากันอยู่ที่ร้อยละ 37 เนื่องจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นกลุ่มฮิสแปนิก กลุ่มคนผิวสี และกลุ่มคนหนุ่มสาวมีความเห็นที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามในส่วนของสำนักข่าว abc News รายงานว่า จากการสำรวจความเห็นชาวอเมริกันระหว่าง 3-5 พ.ค. ที่ผ่านมาพบว่า ทรัมป์ มีคะแนนนิยมเหนือไบเดนร้อยละ 1 โดยทรัมป์ได้คะแนนนิยมอยู่ที่ร้อยละ 44 ส่วนไบเดนอยู่ที่ร้อยละ 43

พยากรณ์อากาศล่วงหน้า 7-16 พ.ค.67 ฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น

เช็ก 45 จังหวัด สิทธิบัตรทอง 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว

ฟุตซอลไทย อันดับ 9 โลก หลังฟีฟ่า จัดอันดับทางการ

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ