ณ เช้าวันที่ 4 มิ.ย. ผลการเลือกตั้งอินเดียออกมาเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคภารตียชนตา (BJP) ของ “นเรนทรา โมดี” เป็นพรรคที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด ทำให้เขาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 3 เป็นผู้นำอินเดียต่อไปอีก 5 ปี
อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงที่ได้ทำให้พรรค BJP ได้ที่นั่งในสภาเพียง 240 ที่นั่งจาก 543 ที่นั่งเท่านั้น ไม่ถึงเป้า 272 ที่นั่งสำหรับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากในสภา แต่เมื่อรวมกับพรรคร่วมรัฐบาล จะได้ที่นั่ง 292 ที่นั่ง
นั่นหมายความว่า เพื่อกลับคืนสู่อำนาจ โมดีจะต้องเจรจากับพันธมิตรแนวร่วมรัฐบาลแบบไม่ให้มีข้อผิดพลาดหรือเกิดงูเห่า เพราะกลุ่มพันธมิตรฝ่ายค้านซึ่งนำโดยพรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (INC) ได้คะแนนเสียงรวมไปมากถึง 232 ที่นั่ง
เรียกได้ว่า หากโมดียึดโยงพรรคร่วมไว้ไม่ได้ เกมอาจพลิกทำให้ฝ่ายค้านกลายมาเป็นรัฐบาลได้อย่างพลิกล็อกเลยทีเดียว
ในการกล่าวสุนทรพจน์แห่งชัยชนะที่สำนักงานใหญ่ BJP ในเดลี โมดีกล่าวว่า “ผมมีความสุขมากในวันนี้ ผมอยากจะคำนับต่อหน้าผู้คนในประเทศนี้ วันนี้เป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์สำหรับผมเป็นการส่วนตัวเช่นกัน นี่เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกของผมฉันหลังจากที่สูญเสียแม่ไป”
เขาเสริมว่า “คำอวยพรของประชาชนเป็นครั้งที่ 3 หลังจากผ่านไป 10 ปีช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจของเรา มอบความเข้มแข็งใหม่ ฝ่ายตรงข้ามของเราแม้จะเป็นเอกภาพ แต่ก็ไม่สามารถชนะที่นั่งได้มากเท่ากับที่ BJP ชนะ”
เจ้าหน้าที่ของ BJP ยืนกรานว่าจะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป และปฏิเสธความพ่ายแพ้ใด ๆ โดยเน้นว่าพรรคของพวกเขาได้รับที่นั่งมากกว่าพรรคอื่น ๆ
กระนั้น ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าผิดจากการคาดการณ์และความตั้งใจของโมดีอย่างมาก เพราะเขาเคยประกาศว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะได้คะแนนเสียงแบบแลนด์สไลด์ถล่มทลาย เหมือนเมื่อการเลือกตั้งปี 2019 ที่ BJP ได้ที่นั่งไปถึง 302 ที่นั่ง
แต่พันธมิตรพรรคฝ่ายค้านกลับทำได้ดีกว่าความคาดหมายมาก แม้จะไม่บรรลุเป้าหมายที่จะเอาชนะโมดี แต่ถือว่าเป็นสัญญาณที่เด่นชัดว่า ฝ่ายชาตินิยมฮินดูในอินเดียกำลังเจอแรงต้านอย่างหนัก
นักวิเคราะห์หลายคนบอกว่า แนวร่วมฝ่ายค้านประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดไว้ แม้ต้องเผชิญกับทั้งการถูกหน่วยงานรัฐอายัดเงินทุนของพรรค การจำคุกผู้นำฝ่ายค้านในช่วงเตรียมการเลือกตั้ง
มีหลายรัฐที่ฝ่ายค้านพลิกชนะแนวร่วมรัฐบาลได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐอุตตรประเทศ, รัฐเบงกอลตะวันตก หรือรัฐทมิฬนาฑู
นักวิเคราะห์กล่าวว่าผลลัพธ์ของคะแนนเสียงครั้งนี้จะสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของอินเดียหลังการเลือกตั้ง เพราะนับตั้งแต่โมดีได้รับเลือกเมื่อ 10 ปีก่อน เขาและ BJP ก็ได้รับมอบอำนาจอันทรงพลัง ในขณะที่ฝ่ายค้านถูกมองว่าอ่อนแอและไม่สามารถยืนหยัดต่ออำนาจของรัฐบาลได้
ที่ผ่านมา โมดีถูกกล่าวหาว่ามีความเป็นเผด็จการมากขึ้น และมักปราบปรามผู้เห็นต่างตลอดทศวรรษที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัญมนตรีอินเดีย
ด้าน มัลลิการ์จุน คาร์เก ประธานพรรค INC กล่าวว่า “โมดีเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางศีลธรรมและการเมือง” และกล่าวว่า แนวร่วมฝ่ายค้านจะหารือกันในวันที่ 4 มิ.ย. เพื่อหารือเกี่ยวกับก้าวต่อไปของพวกเขา
“เรามุ่งต่อสู้เพื่อผู้ว่างงาน ชาวนา และคนยากจนในประเทศนี้ ในขณะที่ BJP เอาแต่เผยแพร่คำโกหกและความเกลียดชัง และดำเนินการรณรงค์ที่เลวร้าย ผู้คนปฏิเสธสิ่งนั้น” คาร์เกกล่าว
ที่ผ่านมา โมดีมุ่งเน้นไปที่การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โครงการสวัสดิการที่เอื้อเฟื้อ และการยกระดับอินเดียบนเวทีโลก เช่นเดียวกับสัญญาว่าจะเปลี่ยนประเทศอินเดียให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง โมดีหันไปใช้วาทกรรมทางศาสนาที่มีการแบ่งฝักฝ่ายมากขึ้นในการหาเสียง ทั้งเรียกชาวมุสลิมด้วยถ้อยคำหมื่นและเหยียดหยาม รวมถึงการบอกว่า “พระเจ้าเลือกให้เขาทำหน้าที่นี้”
BJP ยังถูกกล่าวหาว่าคุกคามและข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาลงสมัครและพยายามลดทอนคะแนนเสียงของชาวมุสลิม
นักวิเคราะห์กล่าวว่า การบริหารของโมดีได้รับผลกระทบจากปัญหาต่าง ๆ เช่น การว่างงานที่สูง และอัตราเงินเฟ้อ ทำให้หลังการเลือกตั้ง โมดีอาจจะต้องต่อสู้กับฝ่ายค้านที่มีพลังและมีชีวิตชีวามากกว่าครั้งใด ๆ ในทศวรรษที่ผ่านมา
ความสามารถของ BJP ในการดำเนินนโยบายชาตินิยมฮินดูที่เคร่งครัดยิ่งขึ้นก็อาจถูกขัดขวางเช่นกัน เนื่องจากถูกบังคับให้ต้องพึ่งพาพันธมิตรแนวร่วม ซึ่งบางพรรคไม่ได้มีนโยบายที่เน้นฮินดูเป็นหลัก และนักวิเคราะห์กล่าวว่า โมดีอาจถูกบังคับให้รับหลักการเชิงปฏิบัติหรือตามความเห็นพ้องต้องกันมากขึ้นในเชิงนโยบายมากกว่าที่เคยเป็นมา
เรียบเรียงจาก The Guardian