เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. กองกำลังยูเครนอ้างว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีระบบขีปนาวุธ S-300 ซึ่งประจำการอยู่ภายในรัสเซียได้สำเร็จ โดยใช้อาวุธที่ตะวันตกส่งมาให้ นับเป็นครั้งแรกที่ยูเครนใช้อาวุธที่ได้จากตะวันตกโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซีย
อิรีนา เวเรชชุก รองนายกรัฐมนตรียูเครนโพสต์รูปภาพที่อ้างว่าเป็นการโจมตีดังกล่าว และระบุว่า “มันเผาไหม้อย่างสวยงาม มันคือ S-300 ของรัสเซีย บนดินแดนรัสเซีย วันแรกหลังจากได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธของตะวันตกในดินแดนของศัตรู”
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หลายประเทศในยุโรปได้ยกเลิกข้อจำกัดในการใช้อาวุธเพื่อโจมตีเข้าไปในดินแดนรัสเซีย และเกิดเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน อนุญาตให้ยูเครนดำเนินการโจมตีแบบจำกัดวงโดยใช้อาวุธของสหรัฐฯ ในดินแดนรัสเซียได้ แต่เฉพาะพื้นที่ใกล้ ๆ ภูมิภาคคาร์คีฟเท่านั้น
ทั้งนี้ ไม่ชัดเจนว่าอาวุธที่ยูเครนใช้ในการโจมตี S-300 นั้นเป็นอาวุธจากสหรัฐฯ หรือจากพันธมิตรชาติอื่น ๆ
ประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ยกย่องการตัดสินใจของไบเดนที่ยอมให้โจมตีดินแดนรัสเซียได้บางส่วน ในฐานะก้าวสำคัญที่จะช่วยกองกำลังยูเครนในการปกป้องภูมิภาคคาร์คีฟที่กำลังถูกคุมขัง แม้ว่านักวิเคราะห์บางคนตั้งคำถามว่าเสรีภาพใหม่ในการใช้อาวุธนี้จะเสริมความสามารถของยูเครนในการขับไล่การรุกรานของรัสเซียได้อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ทางการทหารต่างไม่ได้คาดหวังการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯ ยืนหยัดในการไม่อนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธที่น่าเกรงขามที่สุด คือขีปนาวุธพิสัยไกลที่เรียกว่า ATACMS ที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกล 300 กิโลเมตร ในการโจมตีรัสเซีย
ในทางกลับกัน ยูเครนสามารถใช้ได้เฉพาะขีปนาวุธพิสัยใกล้กว่าที่เรียกว่า GMLRS ซึ่งมีพิสัยทำการประมาณ 70 กิโลเมตรเท่านั้น
ที่ผ่านมา รัสเซียเคยถูกยูเครนโจมตีด้วยอาวุธของตะวันตกมาก่อนแล้ว ในดินแดนที่รัสเซียอ้างสิทธิ์ปกครอง เช่น ไครเมีย ซึ่งมักถูกขีปนาวุธ Storm Shadow จากสหราชอาณาจักรโจมตี
เรียบเรียงจาก CNN
แหล่งโปรตีนธรรมชาติ เสริมการเจริญเติบโต ใครบ้างเหมาะกับกินเวย์โปรตีน?