“จุดแดงใหญ่” (Great Red Spot) คือหนึ่งในเอกลักษณ์อันโดดเด่นของดาวพฤหัสบดี เป็นพายุขนาดใหญ่ที่หมุนอยู่บนดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะมานานหลายร้อยปี
แต่ที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ได้ถกเถียงกันว่า พายุขนาดยักษ์นี้จริง ๆ แล้วมีอายุเท่าใดกันแน่ ตลอดจนว่ามันก่อตัวขึ้นเมื่อใดและอย่างไร
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า พายุนี้มีอายุหลายศตวรรษ และอยู่มาตั้งแต่ที่มีการสังเกตครั้งแรกโดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี โจวานนี โดเมนิโก แคสซินี เมื่อปี 1665 ขณะที่บางคนคิดว่าพายุลูกนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานนัก
ล่าสุด มีงานวิจัยใหม่ที่ออกมาระบุว่า จุดแดงใหญ่ก่อตัวเมื่อประมาณ 190 ปีที่แล้วเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า สิ่งที่แคสซินีสังเกตเห็นอาจเป็นสิ่งอื่น
กระนั้น แม้จะอายุน้อยกว่าที่เชื่อกันก่อนหน้านี้ แต่พายุลูกนี้ยังคงเป็นพายุที่ใหญ่ที่สุดและมีอายุยาวนานที่สุดในระบบสุริยะอยู่ดี
ภาพของดาวพฤหัสบดีที่เต็มไปด้วยแถบและจุด เกิดจากแถบเมฆและพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นทั่วดาวเคราะห์ ส่วนสีของมันมาจากองค์ประกอบของชั้นบรรยากาศต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชั้นประกอบด้วยแอมโมเนีย น้ำแข็ง ก๊าซซัลเฟอร์ และฟอสฟอรัส ผนวกกับกระแสลมที่รุนแรงทำให้ชั้นบรรยากาศและเมฆยืดออกเป็นแถบยาว
พายุไซโคลนบนดาวพฤหัสบดีสามารถคงอยู่ได้นานหลายปีเนื่องจากดาวเคราะห์ก๊าซดวงนี้ไม่มีพื้นผิวแข็ง ทำให้ขาดแรงเสียดทานที่จะช่วยชะลอพายุได้
จุดแดงใหญ่เป็นพายุภายในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีซึ่งมีความกว้างประมาณ 16,350 กิโลเมตร หรือใกล้เคียงกับขนาดของโลก และมีความสูงกว่า 322 กิโลเมตร พัดแรงด้วยความเร็ว 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ดี ลักษณะของจุดแดงใหญ่ดูคล้ายกับจุดสีเข้มที่ละติจูดเดียวกับที่แคสซินีพบครั้งแรกในขณะที่เขามองผ่านกล้องโทรทรรศน์ เขาเรียกที่เขาพบว่าเป็น “จุดถาวร” (Permanent Spot)
เขาและนักดาราศาสตร์คนอื่น ๆ สังเกตเห็นมันจนกระทั่งปี 1713 จู่ ๆ มันก็หายไป
ต่อมาในปี 1831 นักดาราศาสตร์ได้สังเกตเห็นพายุขนาดใหญ่รูปทรงวงรีที่ละติจูดเดียวกันนั้นบนดาวพฤหัสบดี และมีอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่นักดาราศาสตร์ตั้งคำถามมานานแล้วว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่พายุนี้เป็นปรากฏการณ์เดียวกัน หรือเป็นพายุ 2 ลูกที่ปรากฏในจุดเดียวกันเวลาผ่านไปนานกว่า 100 ปี
ทีมนักวิจัยที่มีเป้าหมายที่จะไขปริศนาได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมาก โดยวิเคราะห์ภาพวาดและรูปภาพทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงโครงสร้าง ตำแหน่ง และขนาดของจุดดังกล่าวเมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลถูกใช้เพื่อสร้างแบบจำลองเชิงตัวเลขขึ้นมา
อากุสติน ซานเชซ-ลาเวกา ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ประยุกต์ที่มหาวิทยาลัยบาสก์ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า “จากการวัดขนาดและการเคลื่อนไหว เราสรุปได้ว่า ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จุดแดงใหญ่ในปัจจุบันจะเป็นจุดถาวรที่แคสซินีสังเกตพบ”
เขาเสริมว่า “จุดถาวรอาจจะหายไประหว่างกลางศตวรรษที่ 18 ถึง 19 ซึ่งในกรณีนี้เราสามารถพูดได้ว่า จุดแดงนั้นมีอายุยืนยาวเกินกว่า 190 ปี”
ส่วนจุดถาวรคงอยู่เป็นเวลาประมาณ 81 ปี และไม่มีภาพวาดใดที่ทีมวิเคราะห์ระบุสีเฉพาะของพายุได้ ซานเชซ-ลาเวกา บอกว่า “การหันไปดูบันทึกและภาพวาดของดาวพฤหัสและจุดถาวรของมันที่สร้างโดยนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แคสซินี ได้สร้างแรงจูงใจและแรงบันดาลใจอย่างมาก และบทความของเขาในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 17 ที่บรรยายปรากฏการณ์นี้ ... คนอื่น ๆ ก่อนเราได้สำรวจข้อสังเกตเหล่านี้แล้ว แต่ตอนนี้เราได้ผลลัพธ์เชิงตัวเลขแล้ว”
ในขณะที่ศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นักวิจัยยังได้สำรวจว่าพายุเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วยการจำลองบนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ โดยใช้แบบจำลองพฤติกรรมของพายุในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี
ทีมวิจัยได้ทำการจำลองเพื่อดูว่า จุดแดงใหญ่ก่อตัวจากซูเปอร์สตอร์มขนาดมหึมา หรือจากความไม่แน่นอนของลมที่อาจก่อให้เกิดเซลล์พายุ (Storm Cell) ในชั้นบรรยากาศ เซลล์พายุคือมวลอากาศที่เกิดจากกระแสลมพัดขึ้นและลงที่เคลื่อนตัวเป็นหนึ่งเดียว
แม้ว่าสองสถานการณ์แรกจะส่งผลให้เกิดพายุไซโคลน แต่รูปร่างและลักษณะอื่น ๆ ที่เห็นในจุดแดงใหญ่นั้นแตกต่างกัน
“เรายังคิดด้วยว่า หากหนึ่งในปรากฏการณ์ผิดปกติเหล่านี้เกิดขึ้น นักดาราศาสตร์จะต้องสังเกตและรายงานผลที่ตามมาของมันในชั้นบรรยากาศในขณะนั้น” ซานเชซ-ลาเวกากล่าว
แต่นักวิจัยเชื่อว่า เซลล์พายุในชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนของลมอย่างรุนแรง คือตัวการที่ทำให้เกิดจุดแดงใหญ่
นอกจากนี้ ข้อมูลจากปี 1879 ระบุว่า พายุลูกนี้มีขนาดได้ประมาณ 39,000 กิโลเมตร แต่ได้หดตัวลงและมีลักษณะกลมมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป และปัจจุบันมีขนาดอยู่ที่ 14,000 กิโลเมตร
งานวิจัยก่อนหน้านี้ซึ่งตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 2018 แสดงให้เห็นว่า จุดแดงใหญ่กำลังมีขนาดโดยรวมเล็กลง ประกอบกับข้อมูลจากภารกิจอวกาศสมัยใหม่ เช่น ยานอวกาศจูโนของนาซา (NASA) ทำให้นักดาราศาสตร์มองเห็นรูปร่างของพายุอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“เครื่องมือต่าง ๆ บนภารกิจจูโนในวงโคจรรอบดาวพฤหัสบดีแสดงให้เห็นว่า จุดแดงใหญ่นั้นตื้นและบางเมื่อเทียบกับมิติแนวนอน เนื่องจากในแนวตั้งมันสูงประมาณ 500 กิโลเมตร” ซานเชซ-ลาเวกากล่าว
หลังจากนี้ นักวิจัยจะพยายามสร้างอัตราการหดตัวของพายุเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการที่ทำให้พายุมีเสถียรภาพ รวมทั้งพิจารณาว่าพายุจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกหลายปีหรือหายไปเมื่อถึงขนาดที่กำหนด
เรียบเรียงจาก CNN
กรมอุตุฯ เตือนฉบับ 4 ฝนตกหนักถึงหนักมากกระทบ 48 จังหวัดทั่วไทย