ในทางการเมือง นักการเมืองประเภทหนึ่งที่มักทำให้สังคมกังวลคือ “นักการเมืองที่สืบทอดทางสายเลือด” (Hereditary Politician) และ “ตระกูลการเมือง” (Political Family)
นักการเมืองที่สืบทอดทางสายเลือดคือผู้ที่มีตำแหน่งทางการเมืองซึ่งถูกมองว่าได้รับตำแหน่งและอำนาจด้วยการสืบทอดจากพ่อแม่หรือสมาชิกในครอบครัว
ส่วนตระกูลนักการเมืองคือครอบครัวที่สมาชิกในตระกูลหลายคน เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยอาจมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดหรือผ่านการสมรส อาจเป็นญาติพี่น้อง หรือบุคคลในหลายรุ่น
ความกังวลมักเกิดขึ้นเนื่องจากการที่นักการเมืองมีสถานะเป็นครอบครัวหรือสนิทชิดเชื้อกันอาจทำให้ง่ายต่อการทุจริตหรือติดสินบน รวมถึงทำให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างผู้อุปถัมภ์ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวนักการเมืองที่สืบทอดทางสายเลือดมักจะถ่ายทอดอุดมการณ์และผลงานก่อนหน้าจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักการเมืองรุ่นใหม่ที่มาจากครอบครัวนั้น ๆ มีแนวโน้มที่จะติดอยู่ในวังวนเป้าหมายและความต้องการของครอบครัว
ตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ได้ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นอย่างกระตือรือร้น ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาได้รับมาจากปู่ของเขา หลายคนมองว่าทัศนคติที่แน่วแน่ของอาเบะในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นจุดอ่อนทางการเมืองของเขา
นอกจากนี้ ครอบครัวนักการเมืองยังมีแนวโน้มที่จะพึ่งพากลุ่มผลประโยชน์เฉพาะภายในสังคมอย่างมาก เพื่อรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ และทำให้ยากที่จะเกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงในประเทศนั้น ๆ เพราะอาจท้าทายผลประโยชน์ของกลุ่มผู้สนับสนุนหรือผู้อุปถัมภ์
หลายประเทศทั่วโลกมีครอบครัวนักการเมืองที่สืบทอดทางสายเลือดอยู่เป็นจำนวนมาก โดยที่บางตระกูลมีสมาชิกได้นั่งตำแหน่งผู้นำประเทศ 2 คน หรือ 3 คน หรือกระทั่ง 4 คนก็มี ยังไม่นับตำแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่อาจมีคนของตระกูลเข้าไปนั่ง
มาดูว่า ครอบครัวการเมืองใดบ้าง ที่เคยมีสมาชิกเป็นผู้นำประเทศมากที่สุด โดยจะพิจารณาเฉพาะที่ใช้นามสกุลเดียวกันหรือเป็นลูกหลานสายตรง และเนื่องจากครอบครัวนักการเมืองที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ 2 คนมีอยู่ค่อนข้างมาก เราจึงจะโฟกัสเฉพาะครอบครัวที่เคยนั่งเก้าอี้ผู้นำ 3 คนขึ้นไปเท่านั้น
“ของไหว้สารทจีนแบบประหยัด” ยุคของแพงก็ไหว้ได้ ไม่กระเป๋าฉีก!
ตระกูลเนห์รู-คานธี (อินเดีย)
จุดเริ่มต้นอิทธิพลของตระกูลเนห์รู-คานธีในอินเดียต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 ตั้งแต่เมื่อครั้งอินเดียยังคงเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ แต่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคของ “ยาวาฮาร์ลาล เนห์รู” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น No.2 ของขบวนการเรียกร้องเอกราชรองจากมหาตมะคานธี ภายใต้พรรคคองเกรสแห่งชาติอินเดีย (INC)
จนเมื่ออินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 เขาได้รับเลือกให้เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ และจากนั้นได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เขาบริหารประเทศอยู่นานกว่า 16 ก่อนที่จะเสียชีวิตลงด้วยโรคร้าย
ต่อมาลูกสาวของยาวาฮาร์ลาล คือ “อินทิรา คานธี” ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลเนห์รูแต่ใช้นามกุลคานธีของสามี (ไม่มีความเกี่ยวข้องกับมหาตมะคานธี) ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของอินเดียในปี 1966 รวมถึงเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ของอินเดียด้วย
อินทิราบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 15 ปี ก่อนที่สุดท้ายเธอจะถูกลอบสังหารในปี 1984 ทำให้อินเดียต้องจัดเลือกตั้งใหม่ จนได้ “ราจิฟ คานธี” ลูกชายของอินทิรา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของอินเดีย แต่เขาทำงานได้เพียง 5 ปีหรือสมัยเดียว ก็ถูกระเบิดลอบสังหารเสียชีวิต
รวมแล้วตระกูลเนห์รู-คานธีมีสมาชิก 3 คนที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ปัจจุบันแม้พรรค INC จะไม่สามารถชนะการเลือกตั้งได้มาเป็นเวลานาน แต่สมาชิกหลายคนยังคงมีตำแหน่งสูงทางการเมือง เช่น ราหุล คานธี ลูกชายของราจิฟ ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายค้าน หรือ ปรียันกา คานธี ลูกสาวของราจิฟ เลขาธิการพรรค INC
ตระกูลพัณฑารนายกะ (ศรีลังกา)
ศรีลังกาเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีตระกูลการเมืองอยู่ค่อนข้างมากเกือบ 100 ตระกูล แต่ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีคือตระกูลพัณฑารนายกะ
ตระกูลพัณฑารนายกะมีประวัติเก่าแก่ย้อนไปถึงช่วงก่อนปี 1800 อ้างว่ามีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย และดำรงตำแหน่งมหาปุโรหิตของวัดนาวาคามูวา ปัตตินี เทวาลายา พวกเขารับใช้ผู้ปกครองอาณานิคมหลายยุคหลายสมัย
ยุคทองของพวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นนักแปลและนักเขียน รวมถึงขยายอิทธิพลและอำนาจของด้วยการดำรงตำแหน่งหัวหน้าชุมชนในท้องถิ่น
จนมาถึงยุคของ “โซโลมอน เวสต์ ริดจ์เวย์ ดิอาส พัณฑารนายกะ” ผู้ก่อตั้งพรรคเสรีภาพศรีลังกา (SLFP) พรรคการเมืองฝ่ายซ้ายพรรคแรกของศรีลังกา ผู้ได้รับสมญาว่า “ระฆังเงินแห่งเอเชีย”
ในปี 1956 โซโลมอนได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของศรีลังกาในปี 1956 (ช่วงนั้นศรีลังกายังใช้ชื่อว่า ซีลอนแห่งเครือจักรภพ ตำแหน่งนายกฯ จะถูกเรียกว่า นายกรัฐมนตรีแห่งซีลอน)
โซโลมอนถูกลอบสังหารในปี 1959 ทำให้ “สิริมา รัตวัตเต ดิอาส พัณฑารนายกะ” ภรรบาของเขา เข้ามารับช่วงต่องานการเมืองและบริหารพรรค SLFP จนสุดท้ายเธอได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ คนที่ 6 ของศรีลังกาในปี 1960 รวมถึงเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของโลก” ด้วย
บางคนอาจคุ้นชินกับการเรียกสิริมาเป็น เป็น “สิริมาโว” โดยคำว่า “โว” เป็นคำให้เกียรติสตรีในศรีลังกา
สิริมาโวบริหารประเทศครั้งแรก 4 ปี ก่อนจะแพ้การเลือกตั้งไป ก่อนจะได้กลับมาอีก 2 ครั้งในปี 1970 และ 1994 รวมเป็นนายกฯ 3 สมัย
ในระหว่างนั้น ลูกสาวของโซโลมอนและสิริมา คือ “จันทริกา พัณฑารนายกะ กุมาราตุงคะ” ได้เข้าสู่แวดวงการเมืองเช่นกัน โดยได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 11 ของศรีลังกาช่วงสั้น ๆ ในปี 1994 เพราะตัดสินใจลงสมัครเลือกประธานาธิบดี (โดยแม่ของเธอมานั่งเป็นนายกฯ แทน)
จันทริกาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 5 ของศรีลังกา โดยเป็นประธานาธิบดีหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ของประเทศ
ตระกูลคิม (เกาหลีเหนือ)
นี่คือหนึ่งในตระกูลที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ผู้อ้างสิทธิ์สายเลือดภูเขาศักดิ์สิทธิ์เพ็กตู โดยปกครองเกาหลีเหนือมาแล้ว 3 ชั่วอายุคนตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น
จุดเริ่มต้นของเกาหลีเหนือเกิดจากช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1945 คาบสมุทรเกาหลีเหนือถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนที่เส้นขนานที่ 38 โดยครึ่งบนถูกปกครองโดยสหภาพโซเวียต ส่วนครึ่งล่างมีสหรัฐฯ เป็นผู้ดูแล
โซเวียตเสนอให้จัดตั้งฝ่ายบริหารพลเรือนโซเวียตในปี 1945 และสนับสนุนให้ “คิม อิลซุง” เป็นประธานคณะกรรมการประชาชนชั่วคราวแห่งเกาหลีเหนือ จนกระทั่งในปี 1948 เมื่อเกาหลีใต้ประกาศเป็นสาธารณรัฐเกาหลี คิม อิล ซุง จึงประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีขึ้นมา โดยมีเขาเป็นผู้นำสูงสุด
นั่นคือจุดเริ่มต้นการปกครองเกาหลีเหนือของตระกูลคิม โดย คิม อิล ซุง ปกครองเกาหลีเหนือยาวนานถึง 45 ปี ก่อนจะเสียชีวิตในปี 1994 และมีการแต่งตั้งทายาทคือ “คิม จองอิล” ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
คิม จองอิล ปกครองเป็นเวลา 17 ปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2011 โดยมีรายงานว่าเกิดจากภาวะหัวใจวาย สื่อเกาหลีเหนือในเวลานั้นรายงานข่าวการเสียชีวิตของเขาอย่างยิ่งใหญว่า “การเสียชีวิตของผู้นำ คิม จองอิล ทำให้พายุหิมะที่รุนแรงสงบ ท้องฟ้ากลายเป็นสีแดงเหนือภูเขาเพ็กตูอันศักดิ์สิทธิ์ น้ำแข็งบนทะเลสาบแตกร้าวเสียงดังราวกับจะเขย่าสวรรค์และโลก”
“คิม จองอึน” ลูกชายของ คิม จองอิล สืบทอดอำนาจขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของเกาหลีเหนือ และเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และเทคโนโลยีอวกาศจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่สร้างความครั่นคร้ามให้กับนานาชาติ
ตระกูลชินวัตร (ไทย)
ประเทศไทยเราเองมีตระกูลการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นในระดับประเทศเพราะมีผู้ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน นั่นคือ ตระกูลชินวัตร
ตระกูลชินวัตรเป็นตระกูลที่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองและธุรกิจ โดยมี เส็ง แซ่คู เป็นต้นตระกูล โดยอพยพย้ายถิ่นฐานจากจีนมายังจังหวัดจันทบุรี ต่อมาได้ย้ายไปตั้งรกรากที่จังหวัดเชียงใหม่
ตระกูลชินวัตรเป็นที่รู้จักมากที่สุดเมื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ และได้เข้าสู่การเมืองในเวลาต่อมา โดยก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และได้เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ในปี พ.ศ. 2544-2549 ก่อนจะลี้การเมืองไปต่างประเทศ
ต่อมาน้องสาวของทักษิณ คือ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองเช่นกัน ได้รับเลือกในปี พ.ศ. 2544 เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 28 และนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย
และล่าสุด บุตรสาวของทักษิณอย่าง “แพทองธาร ชินวัตร” ได้รับการเสนอชื่อนั่งเก้าอี้นายกฯ คนที่ 31 ของไทย หลัง เศรษฐา ทวีสิน ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง โดยวันที่ 16 ส.ค. ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงคะแนนเสียงเห็นชอบให้แพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของประเทศไทย
ทั้งนี้ หากนับรวม “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งสมรสกับ เยาวภา น้องสาวของทักษิณด้วย จะมีคนในตระกูลชินวัตรเป็นนายกฯ ถึง 4 คน
ตระกูลบัตเญ (อุรุกวัย)
ตระกูลที่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศมากที่สุดในโลกคือ “ตระกูลบัตเญ” (Batlle) แห่งอุรุกวัย ที่มีสมาชิกถึง 4 คนได้เป็นประธานาธิบดีของประเทศ
ต้นตระกูลเดิมของบัตเญอยู่ที่แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน แต่ โจเซป บัตเญ ตัดสินใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่อุรุกวัยช่วงปี 1800 โดยตั้งโรงสีและกลายเป็นพ่อค้าแป้งและข้าวสาลี
ระหว่างการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยของอุปราชแห่งริโอเดลาปลาตา เขามีส่วนร่วมในการป้องกันมอนเตวิเดโอจากการรุกรานของอังกฤษ แต่สเปนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถอนตัวออกจากมอนเตวิเดโอ ทำให้เขาและครอบครัวต้องลี้ภัยกลับสเปนพร้อมทั้งถูกยึดทรัพย์สิน
ต่อมาในปี 1833 ครอบครัวบัตเญย้ายกลับมาที่มอนเตวิเดโอ เมืองหลวงของอุรุกวัย อีกครั้ง หลังได้รับการประกาศให้เป็นรัฐอิสระ
“ลอเรนโซ บัตเญ” ลูกชายของโจเซป ได้เข้าร่วมพรรคโคโลราโด ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายเสรีนิยม และมีบทบาทในช่วงสงครามกลางเมืองอุรุกวัย
หลังสงคราม เขาเข้าสู่วงการการเมืองโดยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหลายตำแหน่ง จนกระทั่งในปี 1868 เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 8 ของอุรุกวัย
ลอเรนโซมีลูกชาย 2 คน คือ โฮเซ และหลุยส์
“โฮเซ บัตเญ” พี่ชายคนโต เป็นนักข่าวและนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 สมัย โดยเป็นประธานาธิบดีคนที่ 19 และ 21 ดำเนินการปฏิรูปสังคมและแรงงานที่สำคัญ เช่น กฎหมายการทำงานไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน รวมถึงนโยบายการศึกษาระดับฟรีถึงมัธยมศึกษาตอนปลายฟรี
โฮเซมีลูก 4 คนซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายตำแหน่ง เช่น วุฒิสมาชิกและผู้แทนราษฎรแห่งชาติ หรือเป็นนักข่าวในหนังสือพิมพ์ครอบครัว
ต่อมา หลานชายของโฮเซ คือ “หลุยส์ บัตเญ เบร์เรส” ลูกชายของหลุยส์ มีอาชีพทางการเมืองที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน เนื่องจากในการเลือกตั้งปี 1946 เขาได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี และในเดือนสิงหาคม 1947 เขาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 30 ของประเทศ
หลุยส์ บัตเญ เบร์เรส มีลูก 3 คน หนึ่งในนั้นคือ “ฮอร์เก บัตเญ“ ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 38 ของอุรุกวัยตั้งแต่ปี 2000-2005 ถือเป็นสมาชิกสายตรงคนที่ 4 ของตระกูลที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
ทั้งนี้ แม้ตระกูลการเมืองอาจมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดปัญหาหรือการทุจริตได้ง่าย แต่ประชาชนก็ควรให้โอกาสนักการเมืองได้แสดงฝีมือและไม่ตัดสินพวกเขาจากสายเลือด
กระนั้น หากการบริหารมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงของประเทศ ก็เป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนที่จะตรวจสอบและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “นักการเมืองคือตัวแทนของประชาชน”