วันที่ 8 ต.ค.2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยแพร่เอกสารแจ้งหลักเกณฑ์การให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติของพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองที่เป็น สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยระบุว่า สามารถดำเนินการช่วยเหลือได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนด
โดยหลักของมาตรา 65 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ หลังพ้นช่วงเวลาคำนวณค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง จะถือเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป
แต่กฎหมายก็ยกเว้นให้สำหรับการให้ตามปกติประเพณี หรือการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร ตามหลักเกณฑ์ที่ กกต. กำหนด ซึ่งกรณี“เหตุอันสมควร” ครอบ คลุมการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ธรณีพิบัติภัย และภัยสาธารณะอื่นๆ ที่ทำให้ประชาชนได้รับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน
สำหรับวงเงินการให้ความช่วยเหลือ ระเบียบกกต.กำหนดไว้แตกต่างกัน โดยการให้ตามปกติประเพณีในแต่ละครั้ง สามารถให้ได้ไม่เกิน 3,000 บาท
ส่วนการให้ในแต่ละโอกาส เมื่อมีเหตุอันสมควรแก่ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ พรรคการเมืองสามารถให้ได้ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อครั้ง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส.ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถให้ได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อครั้ง หากมีการให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเกินกว่าวงเงินที่กำหนด ส่วนที่เกินจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งครั้งต่อไปของผู้สมัครหรือพรรคการเมืองตามกรณี หากไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ อาจมีความผิดและมีโทษตามมาตรา 154 และมาตรา 155 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.
สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็น “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ตามระเบียบของ กกต. หากให้เงินหรือทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ สามารถให้ได้ไม่เกิน 300,000 บาทต่อครั้ง โดยถือเป็นการให้เมื่อมีเหตุอันสมควร แต่หากให้เกิน 300,000 บาท เฉพาะส่วนที่เกินจากวงเงินดังกล่าวจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง สส.ครั้งต่อไป ตามหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนด