กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ซึ่งดูแลพื้นที่เอเชียกลางและตะวันออกกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน "ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น" (USS Abraham Lincoln) ได้เดินทางถึงน่านน้ำภายใต้ความรับผิดชอบแล้ว พร้อมด้วยฝูงเครื่องบินขับไล่ F-35C และ F/A-18 รวมถึงกองเรือพิฆาต
การมาถึงของ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ทำให้เวลานี้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้ว 2 ลำ โดยอีกลำหนึ่งคือเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส ทีโอดอร์ รูสเวลต์ (Theodore Roosevelt)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่้งของ ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่กำชับให้เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เร่งเดินทางเข้าสู่ตะวันออกกลาง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคที่ตึงเครียดมากขึ้นจากการสังหารนาย อิสมาอิล ฮานิเยห์ ผู้นำฝ่ายการเมืองกลุ่มฮามาสในกรุงเตหะราน โดยอิหร่านเชื่อว่าอิสราเอลอยู่เบื้องหลังและประกาศจะล้างแค้น
ขณะที่ อาลี โมฮัมหมัด ไนนี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวว่า เหล่าผู้บัญชาการที่มีส่วนในการตัดสินใจจะประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เพื่อลงมืออย่างแม่นยำ และจะมีการตัดสินใจเรื่องกรอบเวลาอีกครั้ง โดยมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ระยะเวลาอีกนานก่อนจะมีการโจมตีเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไนนีเชื่อว่า แม้ยังไม่มีการตอบโต้จากอิหร่านเกิดขึ้น แต่อิสราเอลกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวและสถานการณ์ที่ไม่มั่นคง พร้อมทั้งเตือนว่าปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลครั้งใหม่จะไม่เหมือนกับปฏิบัติการที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งในด้านคุณภาพ แผนการ และเครื่องมือ
ขณะที่เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางเยือนกาตาร์และอียิปต์ สองชาติตัวกลางการเจรจาไกล่เกลี่ยระหว่างกลุ่มฮามาสและอิสราเอล
โดยการเดินทางเยือนตะวันออกกลางรอบล่าสุดของบลิงเคนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา ซึ่งการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นที่กรุงไคโร อียิปต์ในวันที่ 22-23 ส.ค. แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจะมีความคืบหน้าหรือไม่ เนื่องจากอิสราเอลและฮามาสยังมีจุดยืนที่แตกต่างกันมากในการเจรจา
โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 1.22 แสนล้าน รองรับ "ดิจิทัลวอลเล็ต"