ประเทศไทยเป็น 1 ใน 71 ประเทศ/ภูมิภาคที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าจากญี่ปุ่น ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปญี่ปุ่นได้ง่ายเพราะไม่ต้องขอวีซ่า ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา มีคนไทยจำนวนมากขึ้นเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ประกอบกับเงินเยนอ่อนค่า และคนเที่ยวเกาหลีใต้น้อยลงจากระบบตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนไปในอนาคต เนื่องจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศแผนที่จะเปิดตัวระบบอนุญาตเข้าประเทศใหม่ ซึ่งจะกำหนดให้ผู้มาเยือนจากประเทศที่ฟรีวีซ่าต้องแจ้งข้อมูลส่วนบุคคลทางออนไลน์ก่อนเข้าประเทศ
ระบบใหม่นี้ทำงานในลักษณะเดียวกับ ESTA ระบบอนุญาตการเดินทางทางอิเล็กทรอนิกส์ของสหรัฐฯ ซึ่งนำมาใช้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ได้รับฟรีวีซ่าเช่นกัน เป็นมาตรการต่อต้านการก่อการร้าย
เปิดสถิติหวยออกประจำปี 2567 หวยออกวันไหนบ้าง ?
สำหรับระบบใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งชื่อชั่วคราวว่า JESTA ก็จะคัดกรองผู้มาเยือนก่อนเข้าประเทศโดยใช้ระบบออนไลน์ที่คล้ายกัน
รัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่า เป้าหมายของระบบใหม่คือ การลดจำนวนผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่เดินทางมาญี่ปุ่นจากประเทศและภูมิภาคที่ได้รับยกเว้นวีซ่าและอยู่เกินระยะเวลาพำนักซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่าง 14-90 วัน ขึ้นอยู่กับหนังสือเดินทาง
ภายใต้ระบบปัจจุบัน สายการบินระหว่างประเทศจะเป็นผู้ให้ข้อมูลผู้โดยสารแก่รัฐบาลเพื่อใช้ในการคัดกรองในช่วงสั้น ๆ หลังจากเครื่องขึ้น ซึ่งหมายความว่า นักเดินทางที่ไม่ผ่านการคัดกรองยังคงเดินทางมาถึงญี่ปุ่น และแม้ว่าพวกเขาจะได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ออกจากประเทศ แต่หลายคนไม่ทำเช่นนั้น
ตามข้อมูลของรัฐบาล จำนวนผู้คนที่ใช้ระบบในทางที่ผิดและอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมายนั้นมีอยู่มาก โดยในเดือน ม.ค. 2024 จากนักท่องเที่ยวระยะสั้น 49,801 รายที่อยู่เกินเวลาอย่างผิดกฎหมาย พบว่ามากกว่า 28,000 รายมาจากประเทศและภูมิภาคที่ยกเว้นวีซ่า
JESTA จะกำหนดให้ชาวต่างชาติที่ยกเว้นวีซ่าต้องแจ้งจุดประสงค์ในการเข้าประเทศและสถานที่พำนักทางออนไลน์ เพื่อให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตรวจสอบก่อนเดินทาง
หากข้อมูลถูกระบุว่ามีความเสี่ยงที่จะพำนักอย่างผิดกฎหมาย จะไม่มีการอนุมัติการเดินทางที่จำเป็นในการออกจากประเทศ และจะแนะนำให้ผู้เดินทางขอวีซ่าอย่างเป็นทางการผ่านสถานทูตในพื้นที่แทน
เมื่อระบบนี้เปิดใช้งาน ผู้เดินทางจากประเทศและภูมิภาคที่ยกเว้นวีซ่า 71 แห่งต่อไปนี้จะต้องแจ้งรายละเอียดของตนโดยใช้ JESTA
- อันดอร์รา
- อาร์เจนตินา
- ออสเตรเลีย
- ออสเตรีย
- บาฮามาส
- บาร์เบโดส
- เบลเยียม
- บราซิล
- บรูไน
- บัลแกเรีย
- แคนาดา
- ชิลี
- คอสตาริกา
- โครเอเชีย
- ไซปรัส
- สาธารณรัฐเช็ก
- เดนมาร์ก
- สาธารณรัฐโดมินิกัน
- เอลซัลวาดอร์
- เอสโตเนีย
- ฟินแลนด์
- ฝรั่งเศส
- เยอรมนี
- กรีซ
- กัวเตมาลา
- ฮอนดูรัส
- ฮ่องกง
- ฮังการี
- ไอซ์แลนด์
- อินโดนีเซีย
- ไอร์แลนด์
- อิสราเอล
- อิตาลี
- ลัตเวีย
- เลโซโท
- ลิกเตนสไตน์
- ลิทัวเนีย
- ลักเซมเบิร์ก
- มาเก๊า
- มาเลเซีย
- มอลตา
- มอริเชียส
- เม็กซิโก
- โมนาโก
- เนเธอร์แลนด์
- นิวซีแลนด์
- มาซิโดเนียเหนือ
- นอร์เวย์
- ปานามา
- โปแลนด์
- โปรตุเกส
- กาตาร์
- สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
- โรมาเนีย
- ซาน มาริโน
- เซอร์เบีย
- สิงคโปร์
- สโลวาเกีย
- สโลวีเนีย
- สเปน
- ซูรินามี
- สวีเดน
- สวิตเซอร์แลนด์
- ไต้หวัน
- ไทย
- ตูนิเซีย
- ตุรกี
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- สหราชอาณาจักร
- สหรัฐอเมริกา
- อุรุกวัย
รัฐบาลมีแผนที่จะนำระบบ JESTA มาใช้ภายในปี 2030 นอกจากนี้ จะมีการเปิดตัวระบบอื่นในลักษณะทดลองใช้ในปีงบประมาณนี้ โดยข้อมูลผู้โดยสารจะถูกส่งไปยังสำนักงานบริการตรวจคนเข้าเมืองหลังจากขั้นตอนการขึ้นเครื่องเสร็จสิ้นแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกตรวจสอบกับ “บัญชีดำ” รวมถึงชาวต่างชาติที่ต้องจับตาและผู้ที่มีประวัติอาชญากรรม ซึ่งจากนั้นจะแจ้งให้สายการบินทราบเพื่อปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่องและป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านี้เดินทางไปญี่ปุ่น
แม้ว่า JESTA จะออกแบบมาเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประเทศญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยว แต่ก็อาจสร้างความปวดหัวให้กับนักท่องเที่ยวที่เคยชินกับความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศภายใต้ข้อตกลงยกเว้นวีซ่า
เรียบเรียงจาก SoraNews24