ในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้ง อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ต่างชูผลงานบริหารเศรษฐกิจของประเทศในสมัยของตนเองมาเป็นจุดขาย แต่หากเทียบกันตามจริงแล้ว ผลงานของใครกันแน่ที่โดดเด่นกว่ากัน
คำกล่าวอ้างของแฮร์ริส ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง คือ ตัวชี้วัดต่างๆ สะท้อนว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของเราแข็งแกร่งที่สุดในโลก
ขณะที่ฝั่งทรัมป์อ้างว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสมัยของเขา เข้มแข็งที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของประเทศ แต่รัฐบาลโจ ไบเดน และกมลา แฮร์ริส เป็นคนทำมันพัง
เมื่อพิจารณาผลงานด้านเศรษฐกิจของทั้ง 2 รัฐบาล ปัจจัยที่ทำให้การเปรียบเทียบทำได้ยาก คือ ผลกระทบจากโควิด-19 แต่ทั้ง 2 รัฐบาล ล้วนประสบความสำเร็จในแบบของตนเอง
จีดีพี
เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสมัยทรัมป์ ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งหลังยุคโควิด-19 และฟื้นตัวได้ดีกว่าชาติตะวันตกชาติไหนๆ ซึ่งแนวโน้มนี้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลของไบเดน ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศที่ฟื้นตัวหลังโควิดได้ดีที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศ G7
แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตลอด 4 ปี ภายใต้การบริหารงานของทรัมป์ ก็ไม่ได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ตามที่เขากล่าวอ้าง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างเดือน ม.ค. 2017 - ม.ค. 2021 อยู่ที่ 2.3% ซึ่งช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจมีทั้งหยุดชะงักและฟื้นตัวจากโควิด
ส่วนสมัยรัฐบาลไบเดน ตัวเลขอยู่ที่ 2.2% ซึ่งแทบไม่แตกต่างกันเลย
เงินเฟ้อ
ในช่วง 2 ปีแรกของรัฐบาลไบเดน อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 9.1% ในเดือน มิ.ย.ปี 2022 ซึ่งทรัมป์โจมตีว่า นี่เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ย่ำแย่ที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เคยพุ่งสูงกว่า 9% ในปี 1981
ปัจจุบัน อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ราวๆ 3% แต่ก็ยังสูงกว่าช่วงที่ทรัมป์ลงจากตำแหน่ง
แต่ชาติตะวันตกก็ล้วนเจอกับปัญหาเงินเฟ้อด้วยกันทั้งนั้น ในช่วงปี 2021-2022 ซึ่งเป็นผลจากโควิดและสงครามยูเครน อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า กฎหมาย American Rescue Plan ของไบเดน ซึ่งเป็นการอัดฉีดเงินสดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ก็มีส่วนทำให้สินค้าแพงขึ้น
อัตราจ้างงาน
ตัวเลขการจ้างงานเป็นสิ่งที่รัฐบาลไบเดนชูเป็นผลงานหลัก
ในช่วง 3 ปีแรกของรัฐบาลทรัมป์ ก่อนจะเกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่ในปี 2020 เพราะโควิด มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 6 ล้าน 7 แสนตำแหน่ง แต่นับตั้งแต่ไบเดนเข้ามาทำงานในปี 2021 มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 16 ล้านตำแหน่ง
ไบเดนอ้างว่า นี่เป็นอัตราการจ้างงานที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ซึ่งตามสถิติแล้ว เป็นเรื่องจริง แต่รัฐบาลไบเดนก็ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หลังยกเลิกล็อกดาวน์
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์และไบเดน ยังชูผลงานเรื่องอัตราว่างงานที่ค่อนข้างต่ำ
โดยช่วงก่อนโควิด อัตราว่างงานสมัยทรัมป์ อยู่ที่ 3.5% ก่อนพุ่งสูงในยุคโควิดและล็อกดาวน์ แต่ช่วงที่ทรัมป์ลงจากตำแหน่ง ตัวเลขปรับลดลงมาอยู่ที่ 7%
ตัวเลขว่างงานยังลดต่อเนื่องมาถึงสมัยรัฐบาลไบเดน โดยอยู่ที่ 3.4% ในเดือน ม.ค. 2023 ซึ่งต่ำสุดในรอบ 50 ปี ก่อนจะดีดขึ้นมาอยู่ที่ 4.3%
ค่าแรง
แนวโน้มค่าแรงปรับเพิ่มขึ้นในสมัยทรัมป์ แต่อยู่ในอัตราเดียวกับรัฐบาลก่อนหน้าของ บารัก โอบามา จนกระทั่งมีโรคระบาด
อัตราค่าแรงเพิ่มอย่างรวดเร็วช่วงต้นปี 2020 ระหว่างโควิดระบาด แต่เป็นเพราะแรงงานค่าแรงต่ำมักถูกเลย์ออฟ ทำให้ค่าแรงเฉลี่ยของคนที่ยังมีงานทำในช่วงนั้นเพิ่มขึ้น
ส่วนสมัยไบเดน ค่าแรงเฉลี่ยรายสัปดาห์ปรับเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่สอดคล้องกับราคาสินค้าที่พุ่งสูง เพราะวิกฤตเงินเฟ้อ