หลังจากเมื่อวันที่ 25 ต.ค. พายุโซนร้อน “จ่ามี” ได้เคลื่อนตัวพัดถล่มฟิลิปปินส์ โดยพัดมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ จนล่าสุดจำนวนผู้เสียชีวิตและสูญหายพุ่งขึ้นเกือบ 130 รายแล้ว
หน่วยงานรับมือภัยพิบัติของรัฐบาลฟิลิปปินส์กล่าวว่า พายุจ่ามีทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 85 รายและสูญหายอีก 41 ราย ถือเป็นหนึ่งในพายุที่รุนแรงและสร้างความเสียหายมากที่สุดแห่งหนึ่งของฟิลิปปินส์ในปีนี้
ทั้งนี้ คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีกหากมีรายงานเข้ามาจากพื้นที่ที่ขณะนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ตำรวจ นักดับเพลิง และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินหลายสิบนาย พร้อมด้วยรถแบ็กโฮ 3 คันและทีมสุนัขดมกลิ่น ช่วยกันขุดค้นชาวบ้านที่สูญหาย 1 ใน 2 คนสุดท้ายในเมืองตาลิไซย์ ในจังหวัดบาตังกัส
เมื่อวันเดียวกัน คุณพ่อรายหนึ่งซึ่งกำลังรอข่าวคราวเกี่ยวกับลูกสาววัย 14 ปีที่สูญหายไป ร้องไห้ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งใส่ถุงบรรจุศพสีดำ ซึ่งเขาแน่ใจว่าเป็นลูกสาวของเขา แต่ทางการจำเป็นต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตก่อน
ด้านประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งได้ลงพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองหลวงมะนิลา กล่าวว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างผิดปกติจากพายุ ทำให้ในบางพื้นที่มีฝนตกติดต่อกันมากเท่ากับที่ตกนาน 1-2 เดือนภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น และส่งผลให้การควบคุมน้ำท่วมในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากพายุจ่ามีเป็นเรื่องยากลำบาก
มาร์กอสบอกว่า “น้ำมากเกินไป ... เรายังไม่เสร็จสิ้นภารกิจกู้ภัย ปัญหาของเราก็คือ ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังคงถูกน้ำท่วมและไม่สามารถเข้าถึงได้แม้จะใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่”
มาร์กอสกล่าวว่า รัฐบาลของเขามีแผนจะเริ่มดำเนินการโครงการควบคุมน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่จะสามารถรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้
หน่วยงานของรัฐบาลระบุว่า ประชาชนมากกว่า 5 ล้านคนอยู่ในเส้นทางของพายุจ่ามี โดยมีเกือบครึ่งล้านคนที่ส่วนใหญ่อพยพไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินมากกว่า 6,300 แห่งในหลายจังหวัด
เรียบเรียงจาก CNN