อีก 2 เดือน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะกลับมา ช่วงนี้ เราจึงได้เห็นความเคลื่อนไหวใหญ่ๆ ทั้งจากฝั่งสหรัฐฯ และรัสเซีย ที่ต่างต้องการแย่งชิงความได้เปรียบ เพื่อให้ได้กำหนดทิศทางสงครามในยูเครน
ล่าสุด กองทัพยูเครนเดินหน้ายิงขีปนาวุธ “สตอร์ม ชาโดว์” (Storm Shadow) จากอังกฤษ โจมตีเป้าหมายในรัสเซีย หลังจากที่เพิ่งใช้ขีปนาวุธ ATACMS ของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากการไฟเขียวของ “โจ ไบเดน” ที่กำลังจะลงจากตำแหน่ง
ความเคลื่อนไหวในฝั่งรัสเซีย ช่วงนี้ มีการยกระดับถล่มยูเครนระลอกใหญ่สุด นับตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และทำให้สถานทูตต่างชาติในกรุงเคียฟต้องปิดทำการเพื่อความปลอดภัย
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา รัสเซียสะสมขีปนาวุธนับร้อยลูก ทั้งขีปนาวุธอิสกันเดอร์ ที่มีพิสัยยิงไกล 500 กม. และขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง "คินซาล" ที่มีพิสัยทำการถึง 2,000 กม. ไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ พวกเขาต้องการยกระดับการโจมตี ข่มขวัญ และชิงความได้เปรียบ ก่อนที่การถ่ายโอนอำนาจในสหรัฐฯ จะเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน กองทัพรัสเซียยังคงรุกคืบยึดพื้นที่สำคัญๆ ในยูเครนตะวันออก รวมถึงมีการนำทหารหลายพันนายจากเกาหลีเหนือมาเสริมแนวรบ
ทำให้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ที่กำลังจะหมดวาระ ตัดสินใจละทิ้งจุดยืนเดิม ไฟเขียวให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลของสหรัฐฯ ยิงถล่มรัสเซียได้ และเร่งเสริมเขี้ยวเล็บ จัดหาอาวุธเพิ่มเติมให้ ท่ามกลางความกังวลว่า หากว่าที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าทำเนียบขาวแล้ว จะยุติสงครามยูเครนให้ได้ภายใน 24 ชม. ตามที่รับปากไว้อย่างไร
เรื่องนี้ทำให้ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ลงนามกฎหมายปรับเปลี่ยนหลักการใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อป้องกันประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญไม่เชื่อว่าเป็นการส่งสัญญาณก่อสงครามโลกครั้งที่ 3 และยังไม่มีผลหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ เพียงแต่เป็นการส่งสารถึงศัตรูอย่างสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ด้วยการแจกแจงถึงสถานการณ์ที่อาจมีการพิจารณาใช้อาวุธนิวเคลียร์ได้
ฝั่งยูเครนก็ตอบสนองต่อการตัดสินใจของไบเดนอย่างรวดเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี พยายามร้องขอมานานแล้ว โดย 1 วันหลังได้รับอนุญาต ยูเครนประเดิมยิงขีปนาวุธยุทธวิธีกองทัพบก (ATACMS) จำนวน 6 ลูก เข้าใส่รัสเซียทันที
และเมื่อวานนี้ ก็เดินหน้ายิงขีปนาวุธพิสัยไกล “สตอร์ม ชาโดว์” (Storm Shadow) จำนวน 12 ลูก ที่ได้รับมอบจากอังกฤษ โจมตีเป้าหมายในภูมิภาคเคิร์สก์ และภูมิภาคคราสโนดาร์ (Krasnodar) ของรัสเซีย หลังจากที่รัฐบาลอังกฤษอนุมัติให้ใช้ขีปนาวุธดังกล่าวโจมตีรัสเซีย เพื่อตอบโต้ที่รัสเซียส่งกำลังทหารเกาหลีเหนือเข้าร่วมปฏิบัติการยึดคืนภูมิภาคเคิร์สก์จากทหารยูเครน
“เรากำลังใช้ทุกวิธีเพื่อป้องกันประเทศของเรา และเราจะไม่ลงรายละเอียด แต่เราแค่แสดงให้เห็นว่าเรามีศักยภาพและสามารถตอบโต้ได้"
“อย่างที่ผมบอก เราเป็นผู้วางแผนที่ดี เราวางแผนและเราจะป้องกัน และโจมตีกลับ......ด้วยทุกวิธีที่มี"
วิธีกินแอปเปิลให้ได้ประโยชน์สูงสุด สารพฤกษเคมี ช่วยต้านอนุมูลอิสระด้วย
อย่างไรก็ตาม สื่อรัสเซียระบุว่า ขีปนาวุธทั้งหมดของอังกฤษ ถูกสกัดเอาไว้ได้โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศ สำหรับขีปนาวุธสตอร์ม ชาโดว์ มีพิสัยทำการสูงสุดประมาณ 250 กิโลเมตร เป็นอาวุธประเภทยิงออกจากเครื่องบิน และพุ่งเข้าหาเป้าหมายด้วยความเร็วใกล้เคียงกับเสียง เคลื่อนที่ในระดับต่ำผ่านภูมิประเทศแบบต่างๆ ก่อนทิ้งตัวสู่เป้าหมาย และจุดระเบิดหัวรบระเบิดแรงสูง
โดยคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดของสตอร์ม ชาโดว์ คือ การทะลวงหลุมหลบภัย และคลังอาวุธ แบบที่รัสเซียใช้ในการทำสงครามกับยูเครน โดยสตอร์ม ชาโดว์ มีราคาลูกละ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 35 ล้านบาท
นอกจากขีปนาวุธพิสัยไกลแล้ว ล่าสุด ไบเดนยังอนุมัติส่งมอบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Land Mine) ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามใน 160 ประเทศ ให้กับยูเครน
ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างเยือน สปป.ลาว ระบุว่า จากสถานการณ์ล่าสุดที่รัสเซียไม่ประสบความสำเร็จในการต่อสู้ พวกเขาจึงเปลี่ยนยุทธวิธี จากที่ใช้ยานยนต์นำทัพ เปลี่ยนมาใช้ทหารราบนำทัพแทน เบื้องต้น คาดว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจะช่วยชะลอการรุกคืบของทัพรัสเซียในยูเครนตะวันออกได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับอาวุธอื่นๆ จากสหรัฐฯ
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่ายูเครนจะใช้ทุ่นระเบิดที่ได้รับเฉพาะในเขตดินแดนของตนเอง ไม่นำไปติดตั้งในเขตรัสเซีย และให้คำมั่นว่าจะไม่ใช้ในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ก่อนหน้านี้ บรรยากาศในฝั่งมอสโก คือ ดึงเกมช้า รอเวลาจนกระทั่งยูเครนตกเป็นฝ่ายแพ้ แต่นับตั้งแต่ ม.ค.ปีหน้าเป็นต้นไป เมื่อทรัมป์หวนคืนทำเนียบขาว เชื่อว่าปูตินจะต้องยืดหยุ่น พร้อมเปิดรับและพิจารณาทางเลือกอื่นๆ ร่วมด้วย และหากรัสเซียทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง นั่นอาจส่งผลต่อการเจรจาสันติภาพ