ย้อนกลับไปช่วงวันที่ 13-15 พ.ค.ปีที่แล้ว ทางการมาเลเซียบุกยึดนาฬิกาสีรุ้งจากคอลเลกชันไพรด์ของแบรนด์ “สวอตช์” รวมทั้งสิ้น 172 เรือนจากช็อปตามศูนย์การค้าชั้นนำ 11 แห่ง อาทิ กรุงมะนิลา รัฐสลังงงอร์ ยะโฮร์ ปีนัง และโกตากีนาบาลู ในความผิดฐาน มีองค์ประกอบความเป็น LGBTQ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า กลุ่ม LGBTQ ยังถูกเลือกปฏิบัติในมาเลเซีย ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถืออิสลาม
โดยกฎหมายมาเลเซีย ระบุให้ความรักที่ไม่ใช่ชายหญิงเป็นสิ่งต้องห้าม และการมีเพศสัมพันธ์ระหว่าง LGBTQ อาจถูกลงโทษด้วยการจำคุกและการเฆี่ยนตี
ฝรั่งเศส-อังกฤษ หารือแผนส่งทหารร่วมรบในยูเครน
และเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา บริษัทสวอตช์ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลมาเลเซีย โดยเอกสารคำฟ้อง เรียกร้องให้ศาลสูงสั่งให้กระทรวงมหาดไทยมาเลเซียคืนของกลางที่ยึดไปทั้งหมดภายใน 5 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่ง และให้จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหาย เอกสารยังระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยมาเลเซียกระทำการอย่างผิดกฎหมาย ไร้เหตุผล และขั้นตอน
ทางสวอตช์ มาเลเซีย ยังเชื่อว่ามีเรื่องการเมืองแอบแฝง เพราะการบุกยึดนาฬิกาเกิดขึ้นไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งระดับรัฐ บรรดารัฐมนตรีเลยพยายามแสดงออกถึงความเป็น “ชาวอิสลาม” เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง บริษัทยังระบุด้วยว่า นาฬิกาบางรุ่นที่ยึดไป ก็มีวางขายในประเทศมานานกว่า 1 ปีแล้ว
ล่าสุด เมื่อวานนี้ ศาลสูงกัวลัมเปอร์มีคำตัดสินให้สวอตช์เป็นฝ่ายชนะคดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการมาเลเซียกระทำการอุกอาจและผิดกฎหมาย บุกค้นและยึดนาฬิกาทั้งที่ไม่มีหมายจากศาล โดยให้คืนนาฬิกาที่ยึดมาทั้งหมด มูลค่าเกือบ 5 แสนบาท ให้กับบริษัท ภายใน 14 วัน หลังศาลมีคำสั่ง
ทางกระทรวงมหาดไทยมาเลเซียออกแถลงการณ์ว่าจะเคารพและปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล