กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยเมื่อวันที่ 4 ม.ค. ว่า ระบบป้องกันภัยทางทางอากาศได้ยิงสกัดขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS ของสหรัฐฯ ที่ยูเครนยิงเข้าใส่ดินแดนรัสเซียได้ 8 ลูก และทำลายโดรนได้อีก 72 ลำ
แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า โดรนหลายลำถูกทำลายในภูมิภาคเลนินกราด ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอีกลำในภูมิภาคเคิร์สก์ พร้อมเสริมด้วยว่า การกระทำของรัฐบาลยูเครนนี้ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้
อเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการภูมิภาคเลนินกราด เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเทเลแกรมระบุว่า เมื่อคืนวันที่ 3 ม.ค. และในช่วงเช้าของวันที่ 4 ม.ค. มีโดรนถูกยิงทำลายในแคว้นแห่งนี้จำนวนมากจนกลายเป็นสถิติใหม่
ขณะที่ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของยูเครน กล่าวว่าเป้าหมายการโจมตีครั้งนี้ได้รวมถึงเมืองท่าแห่งหนึ่งในภูมิภาคเลนินกราด
ด้านกองบัญชาการกองทัพอากาศของยูเครนรัสเซียส่งโดรนถึง 81 ลำเข้าโจมตียูเครนในช่วงข้ามคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ที่ 4 ม.ค. โดยโดรน “ชาเฮด” ถูกยิงสกัดได้ 34 ลำ แต่โดรนที่ตกลงมากลับสร้างความเสียหายให้แก่อาคารบ้านเรือนในภูมิภาคเชอร์นิฮิฟและภูมิภาคซูมี
โดยยูเครนเริ่มใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS ตั้งแต่เดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ส่วนฝ่ายรัสเซียตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลาง ชื่อว่า “โอเรชนิก”
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้ให้ความเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 20 ม.ค.นี้ โดยระบุุว่าการทำให้สงครามยุติลงอย่างทันที ตามที่ว่าที่ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เคยหาเสียงไว้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีเซเลนสกียอมรับว่า ทรัมป์มีบุคลิกที่คาดเดายาก แต่ยังแสดงความหวังงว่านโยบายของผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ จะสอดคล้องกับความต้องการของยูเครน
สำหรับว่าที่ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งจะเริ่มทำหน้าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายต่อยูเครนเพิ่มเติม
โดยความเห็นที่ผ่านมาของทรัมป์ก่อให้ความกังวลว่า สหรัฐฯ จะยังคงเป็นผู้สนับสนุนด้านการทหารต่อยูเครนรายใหญ่ที่สุดต่อไปหรือไม่
ขณะที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีต้องการที่จะให้การสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐฯดำเนินต่อไป และได้พบกับทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่นิวยอร์กไปแล้ว
โดยตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ของการทำสงคราม ยูเครนได้รับเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ ประมาณ 180,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท จำนวนนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธมูค่ารวม 61,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท