เมื่อวันที่ 7 ก.พ. ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิกถอนสิทธิการเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน โดยกล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็น” ที่ไบเดนจะต้องเก็บ “สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลด้านความปลอดภัย” ของเขาไว้
คาดว่าการตัดสินใจของทรัมป์เกิดขึ้นเพื่อตอบโต้อดีตประธานาธิบดีไบเดนที่เพิกถอนสิทธิการเข้าถึงเอกสารลับหลังทรัมป์ลงจากตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก
ทรัมป์โพสต์ข้อความว่า “เขาวางบรรทัดฐานนี้ไว้ในปี 2021 เมื่อเขาสั่งให้หน่วยข่าวกรองหยุดไม่ให้ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา (ผมเอง) เข้าถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นสิทธิที่มอบให้กับอดีตประธานาธิบดี”
ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า เขาไม่สามารถไว้วางใจให้ไบเดนดูแลข้อมูลที่ละเอียดอ่อนได้ หลังจากรายงานของอัยการพิเศษ โรเบิร์ต เฮอร์ เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลลับของอดีตประธานาธิบดีระบุว่า ความจำของไบเดน “เลอะเลือน” และมี “ข้อจำกัดที่สำคัญ”
เฮอร์กล่าวว่า ประธานาธิบดีไบเดนในขณะนั้นจำวันที่สำคัญ ๆ เช่น วันเสียชีวิตของโบ ลูกชายของเขา และช่วงเวลาที่เขาดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี แทบไม่ได้
ไบเดนไม่ได้แสดงความคิดเห็นในทันที แม้ว่าอดีตเจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลของเขาจะโจมตีการเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์ก็ตาม
ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาตด้านความปลอดภัย และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นความลับได้ตามตำแหน่งของตน
อดีตประธานาธิบดีมักจะได้รับข้อมูลสรุปข่าวกรองตามที่ร้องขอ แม้ว่าการเข้าถึงข้อมูลจะอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของประธานาธิบดีคนปัจจุบันเพียงผู้เดียว และไม่มีกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเป็นทางการ
ไม่นานหลังจากเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2021 ไบเดนกล่าวว่า ทรัมป์ไม่ควรได้รับข้อมูลสรุปข่าวกรองเนื่องจากเขาพยายามพลิกผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2020 และทำให้เกิดเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ 6 ม.ค. 2021
ไบเดนเคยกล่าวว่า “ผมคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องได้รับข้อมูลสรุปข่าวกรอง การให้ข้อมูลสรุปข่าวกรองแก่เขามีค่าอะไร เขาส่งผลกระทบอะไรหรือไม่ นอกจากความจริงที่ว่าเขาอาจพลาดพลั้งและพูดบางอย่าง”
ก่อนไบเดน รัฐบาลของทรัมป์ได้เพิกถอนสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลสรุปข่าวกรองของบุคคลสิบรายนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ซึ่งรวมถึง มาร์ก มิลลีย์ อดีตนายพลกองทัพบกที่เคยวิจารณ์รีพับลิกันว่าเป็น “ฟาสซิสต์ถึงแก่นแท้”, อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองมากกว่า 50 คน, ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ
เรียบเรียงจาก Al Jazeera