นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน มาเน็ต กล่าวในพิธีสำเร็จการศึกษาเมื่อวันที่ 19 ก.พ. โดยย้ำถึงความสำคัญของคณะกรรมการระดับชาติ การเจรจาทางเทคนิค และกรอบกฎหมายในอดีตในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีมายาวนาน
“ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกชาตินิยมหรือนักการเมืองที่ส่งเสริมลัทธิชาตินิยมทั้งในกัมพูชาและไทย ได้ผลักดันสถานการณ์นี้” มาเนตกล่าว
พรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทยยังคงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน โดยบางพื้นที่ไม่มีด่านชายแดนที่ชัดเจน
“ปัญหาชายแดนต้องใช้เวลาในการแก้ไข ตั้งแต่ปี 1998 เราได้ดำเนินการเรื่องนี้ เราได้ระบุเครื่องหมายชายแดนบางส่วนแล้ว แต่ในบางแห่งยังคงสูญหาย เรายังไม่ได้ตกลงกันในหลักเขตชายแดนที่ 73 ตามแผนที่ปี 1907 มันอยู่ที่นั่น ตอนนี้มันถูกย้ายแล้ว เราไม่เห็นด้วย มาเจรจากันต่อไป” มาเนตกล่าว
มาเนต เน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาชายแดนจะต้องอยู่ภายใต้เขตอำนาจของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญและกลไกทางกฎหมาย แทนที่จะได้รับอิทธิพลจากวาทกรรมชาตินิยม
“นักการเมืองไทยไม่ควรผลักดันประเด็นนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอ้างเหตุผลส่วนตัว”
นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยังได้ชื่นชมความกล้าหาญและความสามัคคีของกองทัพกัมพูชา โดยอ้างถึงกรณีของ พล.ต.เนี๊ยะ วงษ์ ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 42 กองพลที่ 4
โดยวงษ์ อดีตทหารเขมรแดง กลายเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีของชาติ หลังจากยืนหยัดอย่างมั่นคงในระหว่างการเผชิญหน้าชายแดนกับทหารไทยที่ปราสาทตาเมือนธม
“เรารวมกันเป็นเขมรเดียว กองทัพเดียว ทำงานร่วมกันเพื่อดินแดนแห่งนี้ ต้องขอบคุณสันติภาพที่นำมาซึ่งหลักการทางการเมืองแบบ win-win สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องไม่มีความแตกแยกภายใน” มาเนต กล่าว
ที่มา: The Phnompenhpost