เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly หรือ UNGA) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ มีมติเห็นชอบในร่างมติสมัยพิเศษฉุกเฉินครั้งที่ 11 สนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน และเรียกร้องให้เกิดสันติภาพที่ยุติธรรม ยั่งยืน และครอบคลุมตามกฎบัตรสหประชาชาติ เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีการรุกรานยูเครนของรัสเซีย
มติดังกล่าวเป็นมติที่ร่างโดยสหภาพยุโรป มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน พร้อมประณามการรุกรานอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซีย การสนับสนุนบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน ให้รัสเซียถอนทหารออก และความจำเป็นในการมีสันติภาพที่ยั่งยืนตามกฎบัตรสหประชาชาติ มีชาติที่เห็นชอบกว่า 93 ประเทศ ส่วนสหรัฐฯ รัสเซีย เกาหลีเหนือ ฮังการี และอีก 13 ประเทศ ไม่เห็นชอบ ขณะที่ 65 ประเทศงดออกเสียง ส่วน ไทย ลงมติเห็นชอบ และ จีน งดออกเสียง
มติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่การประชุมก่อนหน้านี้ เป็นมติที่แก้ไขเพิ่มเติมซึ่งร่างโดยสหรัฐฯ ในการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพในยูเครน โดยไม่มีการประณามรัสเซีย และเรียกร้องให้รัสเซียถอนทหารแต่อย่างใด มติดังกล่าวได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 93 เสียงในสมัชชาใหญ่ ในขณะที่ 73 ประเทศ รวมถึงสหรัฐฯ งดออกเสียง และ 8 ประเทศ รวมถึงรัสเซีย ไม่เห็นด้วย
ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดการเจรจากับรัสเซียอย่างกะทันหัน เพื่อพยายามแก้ไขความขัดแย้งอย่างรวดเร็ว และเน้นย้ำถึงความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปการตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์ที่จะร่วมมือกับรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาของวันเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council หรือ UNSC) ได้ลงมติเห็นชอบมติของสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ยุติสงครามในยูเครน แต่ไม่ได้ประณามการรุกรานของรัสเซีย และการถอนทหารรัสเซียออกจากดินแดนยูเครน มติดังกล่าวได้รับเสียงสนับสนุน 10 เสียง ในขณะที่สมาชิกที่เหลืออีก 5 ประเทศ รวมถึงฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร งดออกเสียง
เดม บาร์บารา วูดเวิร์ด เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหประชาชาติ กล่าวภายหลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติมติดังกล่าวว่า “สงครามครั้งนี้จะยุติอย่างไร และมีเงื่อนไขอย่างไรนั้น ต้องตัดสินได้จากการเจรจากับยูเครนเท่านั้น สันติภาพที่ได้จะไม่ยั่งยืนหากไม่ได้รับความยินยอมจากยูเครน”
“เราเสียใจที่ข้อเสนอของเราในการชี้แจงประเด็นเหล่านี้ไม่ได้รับการพิจารณา และด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถสนับสนุนมติฉบับนี้ได้ แต่เรามีความทะเยอทะยานร่วมกันที่จะหาจุดจบที่ยั่งยืนของสงครามนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากการจัดการด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เพื่อให้แน่ใจว่ายูเครนจะไม่ต้องเผชิญกับการโจมตีของรัสเซียอีก”