กองกำลังทหารของโปแลนด์ ลัตเวีย เอสโตเนีย และลิทัวเนีย ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาณแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต เรียกร้องให้รัฐบาลของตนถอนตัวจากอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยอ้างว่าเล็งเห็นภัยคุกคามทางทหารของรัสเซียที่เพิ่มมากขึ้น
ในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมของทั้ง 4 ประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย ระบุว่า ต้องการความยืดหยุ่นและอิสระในการเลือกใช้อาวุธและวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ
อนุสัญญาออตตาวามีเป้าหมายเพื่อกำจัดการใช้ทุ่นระเบิด เนื่องจากทุ่นระเบิดมีความเสี่ยงต่อชีวิตพลเรือนในระยะยาว แต่ที่น่าสังเกตคือประเทศมหาอำนาจหลายประเทศก็ไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญานี้ เช่น จีน รัสเซีย และสหรัฐฯ
ในแถลงการณ์ยังร่วมระบุอีกว่า แม้ว่าพวกเขาจะถอนตัวออก แต่พวกเขาจะยังคงยึดมั่นต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการปกป้องพลเรือนในระหว่างสถานการณ์ความขัดแย้งทางด้านกําลังอาวุธ
โปแลนด์ ลัตเวีย เอสโตเนีย และลิทัวเนีย เคยระบุว่าประเทศของตนเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกรัสเซียโจมตี
โดยในเดือน พ.ค. 2024 ที่ผ่านมา รัฐบาลโปแลนด์ได้ริเริ่มโครงการที่ชื่อว่า “อีสเทิร์น ชีลด์” (Eastern Shield) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรมแดน โดยใช้เงินลงทุนกว่า 10,000 ล้านซวอตี หรือประมาณ 88,000 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโปแลนด์ระบุว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอาจมีบทบาทสำคัญ
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว พลเอกยานเน ยาคโคลา ผู้บัญชาการกองทัพฟินแลนด์ เสนอให้รัฐบาลถอนตัวจากสนธิสัญญาออตตาวา โดยกล่าวว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจะมีประโยชน์หากต้องต่อสู้กับกองกำลังภาคพื้นดินของรัสเซีย ในขณะที่ฟินแลนด์ ซึ่งอยู่ติดกับรัสเซียและเข้าร่วมนาโตในปี 2023 ยืนยันว่าต้องการการปกป้องจากกลุ่มทหารที่นำโดยสหรัฐฯ
แม้ว่ายูเครนจะลงนามในอนุสัญญาออตตาวาอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ ตั้งแต่ปี 2014 และรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อนุญาตให้มีการส่งมอบทุ่นระเบิดให้กับยูเครน เพื่อช่วยให้ยูเครนชะลอการรุกรานของรัสเซีย
ในขณะที่รัสเซียปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาที่คุกคามต่อนาโต และยืนกรานว่าความขัดแย้งในยูเครนเป็นผลมาจากการที่นาโตขยายตัวเข้ามาใกล้พรมแดนรัสเซียเอง