ที่กรุงวอชิงตันดีซีเมื่อวันเสาร์ที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ประชาชนหลายพันคนได้รวมตัวใกล้อนุสาวรีย์วอชิงตัน เพื่อประท้วง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และ อีลอน มัสก์ ผู้นำทบวงประสิทธิภาพรัฐบาลของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญ ที่พยายามรื้อโครงสร้างการทำงานของรัฐบาลและขยายขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี
โดย อัล กรีน สมาชิกรัฐสภาได้ขึ้นเวทีเตือนประธานาธิบดี ทรัมป์ ว่าอาจอยู่ไม่ครบวาระ เพราะพรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงข้างมากในฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจะนำไปสู่การถอดถอนประธานาธิบดี ทรัมป์ ออกจากตำแหน่ง
นอกจากที่กรุงวอชิงตันดีซีแล้ว ยังมีเมืองใหญ่อีกหลายเมืองที่มีผู้คนนับพันออกมารวมตัวประท้วงประธานาธิบดทรัมป์ เช่นที่เมือง เดนเวอร์ นิวยอร์ก และชิคาโก โดยคาดว่าการชุมนุมจะเกิดขึ้นทั่วทุก 50 รัฐของสหรัฐฯ รวมถึงในแคนาดาและเม็กซิโกด้วย
ขณะเดียวกันเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ และบริษัทวิจัยด้านการตลาด "อิปซอส" เปิดเผยผลสำรวจคะแนนนิยมของประธานาธิบดี ทรัมป์ ที่จัดทำระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 2 เมษายน โดยพบว่าผู้นำสหรัฐฯมีคะแนนนิยมลดลงเหลือ 43% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ประธานาธิบดี ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคม
โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 52% ระบุว่าการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ของ ประธานาธิบดี ทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อผู้คน
นอกจากนี้ ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ตอบแบบสอบถามมีความเห็นว่าการขึ้นภาษีศุลกากรจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยชาวอเมริกันประมาณ 1 ใน 3 ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรครีพับลิกันของทรัมป์ ไม่เห็นด้วยกับข้อความที่ว่าภาษีศุลกากรจะเป็นผลเสีย
ส่วนความเคลื่อนไหวของ ประธานาธิบดี ทรัมป์ เมื่อวานนี้ ได้โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ ทรูธ โซเชียล โดยได้ขอร้องประชาชนใช้ความอดทนต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากการใช้กำแพงภาษี พร้อมให้คำมั่นว่ามาตรการนี้จะทำให้เกิดการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดและนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ประเทศ
ขณะเดียวกันประธานาธิบดี ทรัมป์ ได้เปิดเผยว่าได้พูดคุยกับนาย โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งต้องการลดภาษีนำเข้าลงเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์จากอัตราเดิมที่กำหนดไว้ในระดับ 46 เปอร์เซ็นต์
โดยเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ได้เสนอที่จะปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯให้เหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ เช่นกันและผู้นำทั้ง 2 ตกลงที่จะเจรจากันต่อไปเพื่อลงนามข้อตกลงทวิภาคีเกี่ยวกับอัตราภาษีสินค้านำเข้าเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ ประธานาธิบดี ทรัมป์ ยังตอบรับคำเชิญในการเดินทางเยือนเวียดนามในอนาคตอันใกล้ด้วย โดยเวียดนามนับป็นแหล่งผลิตหลักของบริษัทจากโลกตะวันตกหลายแห่ง และได้ดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ กว่า 120,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 4 ล้านล้านบาทในปี 2024
เช่นเดียวกับ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเน็ต ผู้นำกัมพูชา ที่ได้ส่งหนังสือด่วนถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เสนอขอเจรจาประนีประนอม และวิงวอนให้พิจารณาเลื่อนกำหนดการบังคับใช้มาตรการภาษีกับกัมพูชาออกไปก่อน จากที่กำหนดจะมีผลบังคับใช้วันที่ 9 เมษายนนี้
โดยผู้นำกัมพูชาระบุว่าพร้อมจะสนับสนุนการนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ด้วยการลดภาษีสินค้านำเข้า 19 ประเภทจากสหรัฐ ที่เคยเรียกเก็บอัตราสูงสุด 35 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 5 เปอร์เซ็นต์ ทันที
สำหรับท่าทีของกัมพูชาและเวียดนาม มีทิศทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับจีน ที่ประกาศตั้งกำแพงภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ ในอัตรา 34 เปอร์เซ็นต์เพื่อเป็นการตอบโต้ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 10 เม.ย. เป็นต้นไป