เป็นประจำทุกปีที่ Economist Intelligence Unit (EIU) ซึ่งเป็นองค์กรในเครือของนิตยสาร The Economist จะทำการจัดอันดับ “เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลก” และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. รายชื่อประจำปี 2025 ก็ได้รับการเปิดเผยออกมาแล้ว
ตลอด 3 ปีที่ผ่าน “เวียนนา” เมืองหลวงของออสเตรีย เป็นผู้ครองแชมป์เมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกมาโดยตลอด แต่ในปีนี้ ต้องเสียตำแหน่งอันดับ 1 ให้กับ “โคเปนเฮเกน” เมืองหลวงของเดนมาร์กแทน
EIU ได้ผลลัพธ์ดังกล่าวมาจากการสำรวจเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก 173 แห่ง โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ เช่น การดูแลสุขภาพ การศึกษา ความมั่นคง โครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งแวดล้อม
โคเปนเฮเกนคว้าชัยชนะหลังจากได้ “คะแนนเต็ม” ในด้านความมั่นคง การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่เวียนนาหล่นมาอยู่ในอันดับที่ 2 ร่วมกับเมืองซูริกของสวิตเซอร์แลนด์
เมลเบิร์นของออสเตรเลียยังคงรักษาอันดับที่ 4 เอาไว้ได้ ส่วนเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 5 ของรายชื่อ
เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 6 ส่วนเมืองโอซากาของญี่ปุ่น และเมืองโอ๊คแลนด์ของนิวซีแลนด์ รั้งอันดับ 7 ร่วมกัน
เมืองแอดิเลดจากออสเตรเลียรั้งอันดับ 9 ส่วนเมืองแวนคูเวอร์ของแคนาดารั้งอันดับ 10
โดยสรุป 10 อันดับเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกปี 2025 เป็นดังนี้
- โคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
- เวียนนา ประเทศออสเตรีย
- ซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย
- เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
- ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย
- โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
- โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์
- แอดิเลด ประเทศออสเตรเลีย
- แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
แม้ว่าเวียนนาจะทำคะแนนได้ดีในเกือบทุกหมวดหมู่ แต่คะแนนในหมวดหมู่เสถียรภาพกลับตกลงอย่างมาก ในขณะที่โคเปนเฮเกนทำคะแนนได้สูงในทุกหมวดหมู่
การที่คะแนนเสถียรภาพของเวียนนาลดลงนั้นเกิดจากสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการขู่วางระเบิดที่คอนเสิร์ตของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ เมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้ต้องยกเลิกงานดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เวียนนาไม่ใช่เมืองเดียวที่ได้รับคะแนนต่ำลงในหมวดหมู่ที่เคยทำคะแนนได้ดีมาก่อน
เมืองแคลกะรีของแคนาดา ซึ่งได้อันดับที่ 5 ในปี 2024 หลุดจาก 10 อันดับแรกในปีนี้ โดยร่วงหนักลงมาอยู่ที่อันดับ 18 หลังจากได้คะแนนด้านการดูแลสุขภาพที่ต่ำลง เช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในแคนาดาอีกสามเมือง เนื่องจากระบบการดูแลสุขภาพของประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด มีบุคลากรไม่เพียงพอในสถานพยาบาลหลายแห่ง
อีกเมืองของแคนาดาที่อันดับลดลงคือ โตรอนโต โดยตกลงจากอันดับที่ 12 มาอยู่ที่อันดับ 16
ขณะเดียวกัน เมืองต่าง ๆ ในสหราชอาณาจักรอย่างลอนดอน แมนเชสเตอร์ และเอดินบะระ ก็อันดับหล่นลงมาเช่นกัน หลังจากได้คะแนนต่ำลงในหมวดเสถียรภาพ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากช่วงที่เกิดการจลาจลและความไม่สงบในสหราชอาณาจักรเมื่อปีที่แล้ว หลังจากกระแสข้อมูลเท็จต่อต้านผู้อพยพได้จุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นจากเหตุการณ์แทงกันที่เมืองเซาท์พอร์ต ทางตอนเหนือของประเทศ
ในรายชื่อปีนี้ ลอนดอนหล่นจากอันดับที่ 45 ลงมาอยู่ที่ 54 แมนเชสเตอร์จากอันดับที่ 43 ลงมาอยู่ที่ 52 และเอดินบะระหล่นจากอันดับที่ 59 ลงมาอยู่ที่ 64
นอกจากนี้ คะแนนเสถียรภาพของเอเชียก็ลดลงเช่นกัน ท่ามกลางภัยคุกคามจากความขัดแย้งทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเมืองต่าง ๆ ในอินเดียและไต้หวัน
แม้ว่าจุดหมายปลายทางบางแห่งจะตกอันดับลงมา แต่บางแห่งก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเมืองอัลโคบาร์ของซาอุดีอาระเบีย ขยับขึ้น 13 อันดับจากอันดับที่ 148 มาอยู่ที่ 135
ซาอุดีอาระเบียได้ลงทุนอย่างมากเพื่อปรับปรุงการเข้าถึงการดูแลสุขภาพและการศึกษาภายใต้วิสัยทัศน์ 2030 ซึ่งเป็นแผนงานที่ครอบคลุมเพื่อกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาน้ำมัน
จาการ์ตาของอินโดนีเซียก็ขยับขึ้นในรายการเช่นกัน โดยขยับขึ้น 10 อันดับจากอันดับที่ 142 มาอยู่ที่ 132 ด้วยการปรับปรุงด้านเสถียรภาพ
ไม่น่าแปลกใจที่อันดับสุดท้ายในรายชื่อไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในปีที่ผ่านมา โดยดามัสกัสของซีเรียยังคงอยู่ในอันดับเมืองที่น่าอยู่อาศัยน้อยที่สุดในโลก แม้เกิดการล่มสลายของอดีตประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ส่วนเมืองตริโปลีของลิเบียอยู่ในอันดับสูงกว่าเล็กน้อย
กรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ อยู่ในอันดับที่ 3 จากท้ายสุด ในขณะที่กรุงการาจีของปากีสถาน และกรุงแอลเจียร์ของแอลจีเรีย อยู่ในอันดับ 4 และ 5 ของเมืองที่น่าอยู่อาศัยน้อยที่สุด
เรียบเรียงจาก CNN