ในการประชมุสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต (NATO) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญ นั่นคือความตกลงที่ชาติสมาชิกจะเพิ่มงบกลาโหมภายในระยะเวลา 10 ปีนี้ โดยกำหนดให้ชาติสมาชิกต้องจัดสรรงบอย่างน้อย 3.5% ของจีดีพีให้กับการใช้จ่ายหลักด้านกลาโหม ภายในปี 2035 และอีก 1.5% ให้กับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง รวมเป็น 5% ของจีดีพี
สเปนเป็นหนึ่งในประเทศที่คัดค้านเป้าหมาย 5% ก่อนการประชุม โดยรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ การ์ลอส กูเอร์โป กล่าวว่า สเปนต้องพยายามมากอยู่แล้วเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย 2.1% และการหารือเรื่องสัดส่วนเปอร์เซ็นต์นั้นไม่ตรงจุด
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสเปน เปโดร ซานเชซ ยังคงลงนามในแถลงการณ์ของนาโต โดยยืนยันว่าเป้าหมายดังกล่าวมีความเป็นไปได้ และสอดคล้องกับความสามารถของสเปน
เช่นเดียวกับเบลเยียมที่แสดงความกังวล แต่นายกรัฐมนตรี บาร์ต เดอ เวเฟอร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เป้าหมาย 3.5% ภายใน 10 ปีนั้นเป็นไปได้ แม้ว่าจะไม่ง่าย
ขณะที่สโลวาเกียก็แสดงความกังวลต่อการเพิ่มงบกลาโหมอย่างมากเช่นกัน แต่ประธานาธิบดี ปีเตอร์ เปลเลกรินี ก็ระบุว่า สโลวาเกียจะไม่ขัดขวางข้อตกลง
ในแถลงการณ์ร่วม ชาติสมาชิกนาโตระบุว่า พวกเขามีจุดยืนเป็นหนึ่งเดียวต่อความท้าทายด้านความมั่นคงที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะภัยคุกคามระยะยาวจากรัสเซีย และการก่อการร้าย
ผู้นำชาตินาโตยังย้ำถึงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ต่อหลักการที่ว่า หากสมาชิกนาโตชาติใดถูกโจมตี จะถือว่าเป็นการโจมตีนาโตทั้งหมด และจะได้รับการตอบโต้ร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ฉบับนี้ไม่ได้ประณามการรุกรานยูเครนของรัสเซียเหมือนที่เคยระบุไว้เมื่อปีที่ผ่านมา
การประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงเฮกครั้งนี้ถูกกล่าวโดยผู้นำหลายคนว่าเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ โดยมาร์ก รุตเต เลขาธิการนาโตระบุด้วยว่า การตัดสินใจครั้งนี้รวมถึงการสนับสนุนยูเครนต่อไปควบคู่กับความพยายามผลักดันสันติภาพ
เลขาธิการนาโตกล่าวว่า “ชาติพันธมิตรได้ร่วมกันวางรากฐานสำหรับนาโตที่แข็งแกร่งขึ้น ยุติธรรมยิ่งขึ้น และทรงพลังมากยิ่งขึ้น ผู้นำชาตินาโตได้เห็นชอบแผนการลงทุนด้านกลาโหมแห่งกรุงเฮก ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับการป้องกันร่วมกันของเรา พวกเขาเห็นพ้องที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมด้านกลาโหม ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความมั่นคงให้กับเรา แต่ยังสร้างงานอีกด้วย และเรายังยืนยันที่จะสนับสนุนยูเครนอย่างแน่วแน่อีกครั้ง”
ด้านประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยกย่องการประชุมสุดยอดนาโตครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทรัมป์เข้าร่วมนับตั้งแต่ปี 2019 ว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของยุโรปและโลกตะวันตก
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยแสดงท่าทีคลุมเครือเกี่ยวกับหลักประกันด้านความมั่นคงของนาโต โดยกล่าวถึงคำจำกัดความต่าง ๆ ของมาตรา 5 แต่หลังการประชุม เขาก็กล่าวว่า เขาสนับสนุนมาตรา 5 และนั่นคือเหตุผลที่เขามาที่นี่
มาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโตบัญญัติไว้ว่า การโจมตีสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งของชาติสมาชิกนาโตจะเท่ากับเป็นการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ
ทรัมป์บอกว่า “นี่คืออนุสรณ์แห่งชัยชนะจริงๆ และเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของสหรัฐฯ เพราะที่ผ่านมาเราต้องแบกรับภาระเกินส่วนที่ควรได้รับอย่างมาก ซึ่งพูดตามตรงก็คือไม่ยุติธรรมเลย แต่นี่คือชัยชนะครั้งใหญ่สำหรับยุโรป และโลกตะวันตกทั้งหมด”
เขาเสริมว่า “เรายืนอยู่เคียงข้างพวกเขาอย่างเต็มที่ ถ้าคุณดูตัวเลข เราสนับสนุนพวกเขา และวันนี้ก็มีเรื่องใหญ่มากที่จะประกาศ ผมไม่รู้ว่าพวกคุณโหวตกันไปหรือยัง หรือกำลังจะโหวต แต่ผมเรียกร้องให้พวกเขาเพิ่มงบป้องกันประเทศเป็น 5% มาหลายปีแล้ว และตอนนี้พวกเขาก็จะเพิ่มเป็น 5%”
ทรัมป์ยังได้หารือกับประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุม โดยระหว่างการแถลงข่าว ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในยูเครนนั้นยากกว่าที่เขาคิดไว้ และยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการจัดหาอาวุธป้องกันทางอากาศเพิ่มเติมให้ยูเครน
ในแถลงการณ์สุดท้าย ชาติสมาชิกนาโตได้ย้ำถึงพันธกรณีในการสนับสนุนยูเครน โดยความมั่นคงของยูเครนมีส่วนต่อความมั่นคงของนาโต พร้อมระบุว่า การสนับสนุนโดยตรงต่อกองทัพยูเครนและอุตสาหกรรมด้านกลาโหมจะถูกนับรวมในการประเมินงบกลาโหมของแต่ละประเทศสมาชิก