เมื่อพูดถึงพระพุทธศาสนา หลายคนมักนึกถึงเป้าหมายสูงสุดในการบรรลุนิพพาน โดยการขจัดรากเหง้าของความทุกข์ทั้งปวง นั่นคือกิเลสตัณหา หรือความปรารถนาในอารมณ์และสิ่งต่าง ๆ
ตามพระวินัยปิฎก บัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้คือ ข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ ตัณหาไม่เพียงแต่เป็นความปรารถนาทางกามที่แรงกล้าและต่อเนื่องเท่านั้น แต่การกระทำตามแรงกระตุ้นทางเพศยังนำไปสู่ความผูกพันและความพัวพันกับโลกอย่างรุนแรงอีกด้วย
ดังนั้น กิจกรรมทางเพศจึงเป็นปัญหาอย่างยิ่งในบริบทของการปฏิบัติธรรมแบบสละเรื่องทางโลกเพื่อมุ่งสู่นิพพาน นั่นทำให้การบวชในพระพุทธศาสนามักเน้นเรื่องพรหมจรรย์และการยึดมั่นในศีลอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม แต่ที่ประเทศญี่ปุ่น เรากลับพบว่า พระสามารถแต่งงานได้ มีลูกได้ ดื่มสุราได้ ประกอบอาชีพอื่นเพื่อหาเงินได้ รวมถึงพระญี่ปุ่นสามารถดูแลวัดและจัดการกิจการต่าง ๆ ได้ ในหลายกรณี ตำแหน่งและทรัพย์สินของวัดจะถูกส่งต่อให้กับลูกหลาน จนเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจกลาย ๆ
แนวปฏิบัติที่ฉีกออกจากพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนี้ ทำให้พระญี่ปุ่นถูกมองว่าประหลาดและแตกต่างจากพระสงฆ์ในประเทศอื่น ๆ
แต่รู้หรือไม่ว่า ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้พระญี่ปุ่นสามารถทำทุกอย่างได้แทบไม่ต่างจากฆราวาสนี้คืออะไร?
พระสงฆ์ญี่ปุ่นสามารถพิแต่งงานและมีครอบครัว ซึ่งแตกต่างจากการบวชในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม โดยเคยมีข้อมูลว่า พระราว 90% ในญี่ปุ่น แต่งงานแล้ว
การปฏิบัติเช่นนี้ ทำให้พระญี่ปุ่นมักถูกมองว่าเป็นความผิดปกติในหมู่ชาวพุทธ แต่สิ่งนี้มีรากฐานมาจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์และการปกครองของญี่ปุ่น
พุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในญี่ปุ่นผ่านทางจีนในราวศตวรรษที่ 6 และตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 8 ในยุคนารา (Nara) ซึ่งเป็นยุคที่พุทธศาสนาเจริญแพร่หลายไปสู่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เริ่มมีรายงานเกี่ยวกับพระจำนวนมากที่บวชด้วยตนเอง
พระเหล่านี้รับหน้าที่บวชโดยไม่ผ่านกระบวนการที่รัฐบาลอนุมัติ มีฆราวาสจำนวนมากแสร้งทำเป็นพระเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษีอันหนักหน่วง และเป็นที่ทราบกันดีว่า มอนเซกิ หรือเจ้าอาวาสชั้นสูงในยุคกลางหลายคน ล้วนมีครอบครัวและสืบทอดตำแหน่งพระสืบต่อกันมา
ในช่วงปลายสมัยนารา ญี่ปุ่นเริ่มมีพุทธแบบวัชรยาน (Esoteric Buddhism) ที่เน้นการปฏิบัติ โดยหนึ่งในนั้นคือนิกายเทนได (Tendai) ที่ก่อตั้งโดย ไซโช (Saichou)
พระคุณเจ้าไซโชได้ริเริ่มการปฏิรูปกระบวนการบวชพระ คาดว่อาจเพื่อให้พุทธศาสนาในญี่ปุ่นมีความเป็นมหายานมากขึ้น โดยการลดความสำคัญของพระวินัยลง และแทนที่ด้วยวิธีการอุปสมบทตามพระโพธิสัตว์ในมหายานพรหมชาลสูตร
ในที่สุดวิธีการเหล่านี้ก็กลายเป็นมาตรฐานในการอุปสมบทพระสงฆ์ใหม่ ไม่เพียงแต่สำหรับสมาชิกนิกายเทนไดเท่านั้น แต่สำหรับพระภิกษุและภิกษุณีเกือบทั้งหมดในญี่ปุ่น
กฎของพระวินัยนั้นมุ่งเป้าไปที่พระภิกษุและภิกษุณีที่ผ่านพิธีอุปสมบทอย่างสมบูรณ์ตามขั้นตอนของพระวินัยนั้นโดยเฉพาะ นั่นหมายความว่า อย่างน้อยในทางเทคนิค พระภิกษุและภิกษุณีชาวญี่ปุ่นนับแต่นั้นมาก็ไม่ต้องผูกพันกับกฎของพระวินัยอีกต่อไป เพราะไม่ได้บวชตามมาตรฐานพระวินัย
นี่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากศีลในพรหมชาลสูตรไม่ได้มีไว้สำหรับภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ แต่อาจมอบให้กับฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมที่เคร่งครัดได้เช่นกัน
แม้ว่าพระวินัยจะมีคำสั่งห้ามกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบ แต่มหายานพรหมชาลสูตรกลับบัญญัติไว้เพียง “การประพฤติผิดทางเพศ” เท่านั้น ในกรณีของพระ จริงอยู่ที่ข้อนี้มักถูกเข้าใจว่า เป็นการบังคับให้งดเว้นการมีเพศสัมพันธ์โดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน จึงทำให้มีช่องว่างของการตีความ
เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคกลาง (Medieval Japan) ได้อยู่ภายใต้การปกครองของระบอบโชกุนกินเวลายาวนานกว่า 800 ปี นับตั้งแต่ยุคคามาคุระ (Kamakura) ไปจนถึงยุคเอโดะ (Edo)
ในยุคนี้มีการถือกำเนิดขึ้นของนิกายโจโดชินชู (Jodoshinshu) หรือนิกายสุขาวดี ในช่วงปี ค.ศ. 1200 ซึ่งมีแนวคิดใหม่ที่ว่า “มนุษย์ทุกชนชั้นมีธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะอยู่ภายใน” สามารถได้รับความเมตตาจากพระพุทธเจ้า ขอเพียงพวกเขามีศรัทธาตั้งมั่น
ชินรัน (Shinran) ผู้ก่อตั้งนิกายสุขาวดี ได้แต่งงานกับแม่ชีและประกาศตนว่า “ไม่ใช่พระหรือฆราวาส” เขาเชื่อว่าการแต่งงานจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา และภรรยาสามารถสนับสนุนการเดินทางทางจิตวิญญาณของพระได้
ชินรันเน้นย้ำถึงศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธเจ้าเพื่อความหลุดพ้น ได้ปฏิเสธความจำเป็นของการปฏิบัติและศีลแบบสงฆ์ดั้งเดิม รวมถึงการถือพรหมจรรย์ เขาเชื่อว่า การนิพพานสามารถบรรลุได้ด้วยศรัทธาเพียงอย่างเดียว
ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 17 ในสมัยเอโดะ รัฐบาลตระกูลโทคุงาวะต้องการต่อต้านศาสนาคริสต์ที่เข้ามาในญี่ปุ่น จึงมีคำสั่งให้ประชาชนต้องอยู่ใต้การควบคุมดูแลของวัดทั้งหมด คือเป็นสมาชิกของวัดใดวัดหนึ่ง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นพวกคริสต์ และจะถูกลงโทษ
รัฐบาลโชกุนโทคุงาวะยังให้พระมีบทบาทในการลงทะเบียนและติดตามประชาชน พระจำนวนมากอาศัยอยู่ในวัดเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งทำให้การรักษามาตรฐานของพระสงฆ์ที่เข้มงวดเป็นเรื่องยาก และยังเพิ่มปฏิสัมพันธ์กับฆราวาสอีกด้วย
ดังนั้น วัดต่าง ๆ จึงมีอำนาจบังคับให้คนเข้ามาเป็นสมาชิกของวัด ด้วยเหตุนี้ทำให้พระในสมัยเอโดะมีอำนาจและเหิมเกริมมาก จนทำให้เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิ (Meiji) ได้มีความพยายามลดทอนอำนาจของพระ
ในปี 1872 รัฐบาลเมจิประกาศให้ชินโต (Shinto) เป็นศาสนาประจำชาติ จึงมีนโยบายทำลายพุทธศาสนา หรือแผน “ไฮบุตสึกิชากุ” (Haibutsukishaku) ซึ่งทำให้เกิดการรื้อถอนวัด ยึดทรัพย์ และลดสถานะพระเป็น “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ”
นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายว่า ให้พระกินเนื้อได้ ไว้ผมได้ และแต่งงานมีภรรยาได้ กฎหมายฉบับนี้ได้รับอิทธิพลจากโปรเตสแตนต์ตะวันตกและนิกายโจโดชินชู ส่งผลให้การฝ่าฝืนศีลกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และนำไปสู่การแต่งงานของนักบวชที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายนิกาย
ในช่วงทศวรรษที่ 1930 พระส่วนใหญ่ในญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่นิกายสุขาวดี ก็แต่งงานและมีลูก และกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
เรียบเรียงจาก The International Academic Forum / University of Oslo / Fun Japan