พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เผยในการแถลงผลปฏิบัติการนารีพิฆาตพระ กรณีของ “สีกากอล์ฟ” วันที่ 15 ก.ค. 68 ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ผบ.ตร. ผบช.ก.ให้ความสำคัญ โดยจะดำเนินการกับทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหาหรือฝ่ายสงฆ์ หากใครมาเกี่ยวข้อง และกระทำผิดวินัย ทุจริต ทางตำรวจจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา
โดยมีคำสั่งมาตั้งแต่ 18 มิ.ย. ว่ามีลักษณะการกรรโชกทรัพย์ “เจ้าคุณอาชว์” วัดตรีทศเทพฯ พร้อมประสานทั้ง ป.ป.ช. ป.ป.ท. ปปง. และกองบังคับการปราบปราม ร่วมกันสืบสวน
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องทำก่อนพร้อมกับสืบสวนไปด้วย คือเรื่องของการจัดการปัญหาเรื่องวินัยสงฆ์ที่จะลุกลามบานปลาย เพราะคลิปต่างๆที่หลุดออกไปสู่ประชาชนส่งผลให้เสื่อมเสียต่อศาสนา ซึ่งทางตำรวจจะทำงานทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยเหตุผลและข้อกฎหมายด้วยพยานหลักฐาน
หลังรับข้อมูลมา 1 สัปดาห์ จะมีภาพว่ามีการไปขอเข้าพบเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพ แต่วันนั้นเจ้าอาวาสหายตัวไป และไปประเทศลาว ก่อนลาสิกขา
โดยผู้หญิงที่กรรโชกทรัพย์ จากการตรวจสอบมีการเรียกร้องทรัพย์เจ้าคุณอาชว์ มีความสัมพันธ์เมื่อ พ.ค.67 และห่างกันไป แต่มาอ้างว่ามีลูกที่เกิดด้วยกัน ขอค่าเลี้ยงดู 7.2 ล้านบาท เดือนละ 3 หมื่นบาท รวม 20 ปี ซึ่งเจ้าคุณไม่มีเงินจ่าย ได้ตีตัวออกหาก เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ
จากการสืบสวนต่อ ตำรวจสืบค้นเส้นทางการเงิน และพบไปเกี่ยวข้องหลายวัด จึงบุกเข้าตรวจค้นเพื่อนำโทรศัพท์มือถือ เอกสารที่เกี่ยวข้องมา เพราะมองว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ปกติ เพราะเห็นเส้นทางการเงินผ่านมาจำนวนมาก จึงตรวจสอบย้อนหลังด้วย พบว่ามีพระที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จำนวนมาก และมีคลิปหลายคลิปและแชตไลน์ที่เรามองว่าเขาทำเพื่อกรรโชกทรัพย์ แบล็กเมล์
โดยผู้หญิงคนนี้เป็นบุคคลอันตรายตำรวจจึงต้องดำเนินการให้ได้โดยเร็ว มีการเร่งรัดพยานหลักฐานที่สุดและวันนี้จึงมีการเข้าจับกุม และพระที่ทยอยสึกจำนวนมากท่านก็รู้ตัวว่ากระทำผิดวินัยสงฆ์
ขอเรียนว่าไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำความผิด จะผิดวินัย ผิดอาญาจะไม่มีข้อยกเว้น และตำรวจจะทำการสืบสวนพระทั่วประเทศ ซึ่งวันพฤหัสบดีที่ 17 ก.ค. ที่จะถึงนี้ ผบ.ตร. จะมีการประชุมในเวลา 13.00 น. เพื่อนำข้อมูลที่สอบสวนไว้แล้ว หรือ ข้อมูลสำนักพุทธ หรือข้อมูลพระสงฆ์มาจัดการให้หมด แม้กระทั่งข้อมูลที่ตำรวจหรือประชาชนมี
โดยมีการตั้งเพจศูนย์ทำนุบำรุงศาสนาและส่งเสริมพระธรรมวินัย เพื่อให้ศาสนิกชนทั่วประเทศแจ้บข้อมูลพระที่ประพฤติมิชอบ สอบสวนกลางจะเป็นแม่งานนี้ เชื่อว่าแรงกระเพื่อมจากคดีนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
แบ่งพระ 3 กลุ่ม พบเอี่ยว “สีกากอล์ฟ” จำนวนมาก
ด้าน พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป เผยว่า ในส่วนของ บก.ปปป. ที่ร่วมทำงานกับทีมหลังจากที่เราตรวจสอบวัดตรีทศเทพวรวิหาร เราได้ทราบข้อเท็จจริงพบว่าสีกากอล์ฟมีข้อมูลว่าเป็นผู้ก่อเหตุในพื้นที่ภาคเหนือที่จังหวัดพิจิตร เราจึงมาเชื่อมโยงข้อมูลกันและพบว่าสีกากอล์ฟมีแผนประทุษกรรมแบบดั้งเดิม
ทำให้เราต้องหันกลับมาดูข้อมูลทางการเงิน และทำให้เราเห็นว่ามีพระจำนวนมากมีการโอนเงินให้กับสีกากอล์ฟ เราเริ่มแกะข้อมูลมา จนในที่สุดได้มีการเข้าไปค้นบ้านสีกากอล์ฟ โดยเหตุของการเข้าค้นมาจากการพบว่าสีกากอล์ฟรับเงินส่วนหนึ่งมาจากวัดตรีฯ โดยส่วนหนึ่งเราได้รับความร่วมมือจากสีกากอล์ฟตามที่ปรากฏเป็นข่าว และเราเห็นว่ามีพระจำนวนมากที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยแยกกลุ่มพระออกเป็น 3 กลุ่มคือ
- กลุ่มที่สีกายอมรับว่ามีการร่วมประเวณีและเสพเมถุนด้วยกัน มี 9 รูป สึกแล้วเกือบทั้งหมด เหลือ 1 รูป คือ เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก โดยแต่ละรูปมีเส้นทางการเงินตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้าน
- เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเชิงชู้สาว ที่ไม่สมควรอย่างยิ่งในทางพระวินัยถือว่าเป็นการผิดวินัยร้ายแรง และกลุ่มที่ มี 3 รูป อยู่ระหว่างดำเนินการ
- เป็นกลุ่มที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมไม่สมควร อยู่ระหว่างการคัดกรอง โดยหลังจากคัดกรองแล้วจะนำเข้าสู่ศูนย์บำรุงพระศาสนาเพื่อช่วยกันคัดแยกต่อไป
ซึ่งเราได้มีการลำดับความสำคัญทั้งหมด 3 กลุ่มโดยกลุ่มแรกที่จะเอาเข้าสู่กระบวนการสอบสวน คือกลุ่มที่มีเส้นทางการเงินและเสพเมถุน หลังจากนั้นเราได้เริ่มสอบสวนมีการนำข้อมูลให้พระดูในบางเรื่องที่สามารถดูได้ โดยเมื่อพระเห็นพยานหลักฐานต่าง ๆ ก็สมัครใจลาสิกขาตามที่เป็นข่าวไป
โดยสีกากอล์ฟมีเงินหมุนเวียน 385 ล้านในรอบ 3 ปี ถอนออกไปเกือบหมดเหลือ 8,000 บาท โดยมีการนำไปเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนของไซเบอร์กำลังดำเนินการ โดยเบื้องต้นพบว่าสีกากอล์ฟนำเงินไปเล่นพนันสูงสุดถึง 500,000 บาท
จนสุดท้ายวันนี้เราได้นำพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏเห็นชัดคือ วัดชูจิตฯ ซึ่งข้อเท็จจริงเกิดจากวัดชูจิตฯ ที่เมื่อวานที่พระเจ้าอาวาสนำเงินของวัดเข้าบัญชีตัวเอง และโอนให้กับสีกากอล์ฟไปจำนวนหนึ่ง และมูลเหตุข้อเท็จจริงทำให้เราสามารถขอหมายศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และจับกุมได้ในช่วงบ่าย
โดยทั้งหมดมี 3 ข้อหา ก็คือสนับสนุนเจ้าพนักงาน เบียดบังทรัพย์ หรือยักยอกทรัพย์ เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่โดยทุจริต ร่วมกันสมคบฟอกเงินหรือรับของโจร โดย 3 ข้อหานี้เป็นส่วนของ บก.ปปป.
ส่วนอีกหนึ่งหมายจับของ บก.ป. ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการควบคุม และสอบสวนส่วนรายละเอียดข้อหาที่มีความผิดกับบก.ป. ได้สรุปรายละเอียด
ส่วนเส้นทางการเงินของทั้ง 9 รูป เป็นรายละเอียดในสำนวน มีตั้งแต่หลักหนึ่งพันบาทไปจนถึงหลักสิบล้านบาท และจากการตรวจสอบบัญชีของสีกากอล์ฟมีเงินหมุนเวียน 385 ล้าน ในรอบสามปี โอนออกจนเกือบหมดบัญชีเหลือแค่ 8,000 บาท ส่วนใหญ่พบว่าโอนไปเว็บพนัน ซึ่งขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างดำเนินการ
พระเอี่ยว “สีกากอล์ฟ” สึกแล้ว 9 จาก 13 รูป
ส่วนพันตำรวจโทสิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวว่า ทางด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน ที่ผ่านมา และมีการสืบสวนมาตลอด จนทำให้เห็นปรากฏภาพของอดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพลาสิกขา จากนั้นก็ปรากฏชื่อของนางสาววิลาวัลย์ หรือ สีกากอล์ฟ เข้ามาอยู่ในหน้าสื่อ จากนั้นในวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราได้เชิญสีกากอล์ฟที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียน และการลาสิขาของเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพฯ อย่างมีเงื่อนงำ
โดยในตอนนี้ มีพระที่เชื่อมโยง กรณีของอดีตเจ้สอาวาสวัดตรีทศเทพฯ ลาสิขาไปแล้วทั้งหมด 9 รูป จาก 13 รูป ที่มีเส้นเงินเกี่ยวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสพเมถุน ซึ่งวันที่เรารับข้อมูลมาตั้งแต่วันแรก มีประวัติของสีกากอล์ฟน้อยมาก ใน วันที่ 27 มิถุนายน เราก็ไม่พบอดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพฯ เลย ซึ่งเราอยากได้ข้อมูลจากท่านมาก
แต่ปฏิบัติการนี้สำเร็จขึ้นมาได้ เพราะวันที่ 4 มิถุนายน ที่ทาง ปปป. ได้ใช้หมายค้น ไปค้นบ้านสีกากอล์ฟ และเอาตัวเข้ามาพบกับตำรวจจนได้
ตั้งแต่ที่เราได้ตัวสีกากอล์ฟมา มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และเปิดชื่อพระที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงินหรือเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวจากนั้นก็มีการลาสิขาซึ่งคำถามที่เราได้รับมากขึ้นคือทำไมไม่ทำอะไรกับสีกากอล์ฟเลย ทำไมถึงปล่อยให้ผู้หญิงคนนึงมาทำลายพระพุทธศาสนายังอยู่ได้ ซึ่งอยากจะขอชี้แจงว่ามันคือการวางแผนที่เราจะทำคดีนี้ให้หมดจดที่สุด และทำให้โปร่งใส เราจะกวาดล้างกระบวนการลักษณะนี้ให้มากที่สุด ดังนั้นการเข้ามาของกองปราบเป็นสิ่งที่เราวางแผนไว้ตั้งแต่ต้น
“ภูมิธรรม” สั่งดูแลเคส “สีกากอล์ฟ” ใกล้ชิด
นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กล่าวว่า พระสงฆ์เป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชนมาอย่างยาวนาน แต่การที่มีพระบางรูปประพฤติผิด ไม่ควรทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนา
สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการชำระสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น และเป็นโอกาสอันเหมาะสมในการทบทวน ปรับปรุง และพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดูแลศาสนาและสังคมได้อย่างยั่งยืน การศึกษาความผิดพลาด เพื่อนำมาแก้ไขในปัจจุบันและวางแนวทางในอนาคต เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้อีก
ยอมรับว่าการกระทำผิดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เพราะศาสนาเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของประเทศ และการกระทำของบุคคลบางกลุ่มได้สร้างความสะเทือนต่อความมั่นคงทางศรัทธา
ทั้งนี้ ป.ป.ท. ได้รับคำสั่งจาก นายภูมิธรรม เวชยชัยรองนายกรัฐมนตรีให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยยืนยันว่าความผิดที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำของคนเพียงบางกลุ่มหรือปัจเจกบุคคล ไม่ควรให้ความผิดเพียงเล็กน้อยนี้มาบดบังความดีงามที่พระสงฆ์ได้สั่งสมกันมานับร้อยนับพันปี
จึงขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการฟื้นฟูและเรียกศรัทธากลับคืนสู่พระพุทธศาสนา เพื่อให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างสงบและมั่นคงต่อไป