กลายเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมากสำหรับ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมของรัฐบาล ได้อย่างตรงใจประชาชน
โดยรองศาสตราจารย์ ต่อตระกูล ยมนาค อดีตนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า เป็นใครสื่อต่างๆ จึงได้ตามไปสัมภาษณ์ เรื่องน้ำท่วม”
ในวงการวิศวกรเรื่องการจัดการน้ำในขณะนี้ รวมทั้งกลุ่มวิศวกรอาวุโสในวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ที่ตนเป็น 1 ในที่ปรึกษาอยู่ด้วย ได้ยกให้ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรน้ำชั้นนำของประเทศไทย
ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้านวิศวกรรมการจัดการน้ำท่วมของ ดร.สิตางศุ์ มีความน่าเชื่อถือสูงและสมควรแก่การรับฟัง ด้วยเหตุผลหลักในหลายมิติ ดังนี้:
1. คุณวุฒิและพื้นฐานวิชาการตรงสาย
เป็นรองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นสถาบันหลักที่มีความโดดเด่นและเป็นรากฐานสำคัญด้านวิศวกรรมชลประทานและการจัดการน้ำของประเทศ และมีคุณวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำโดยตรง ทำให้มีความเข้าใจลึกซึ้งทั้งในเชิงทฤษฎีอุทกวิทยา (Hydrology) ชลศาสตร์ (Hydraulics) และแบบจำลองการไหลของน้ำ
2. ประสบการณ์ทำงานจริงและการมีส่วนร่วมระดับนโยบาย
ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในระดับประเทศ เช่น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ในภารกิจด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ) และมีส่วนร่วมในคณะทำงานและกรรมาธิการพิจารณาศึกษานโยบายการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ทำให้เข้าใจกลไกการทำงานของภาครัฐ ทั้งกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรุงเทพมหานคร
3. การวิเคราะห์ปัญหาบนพื้นฐานข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อเท็จจริง
เน้นข้อมูลเชิงแบบจำลองและตัวเลข : ข้อวิเคราะห์ของ ดร.สิตางศุ์ มักอ้างอิงจากปริมาณฝนสะสม ปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อน (Flow Rate) ศักยภาพการระบายน้ำของลำน้ำ และพฤติกรรมการบุกรุกพื้นที่รับน้ำ (Retention Area) ทำให้ความเห็นไม่ได้มาจาก feeling แต่มารายงานทางวิศวกรรม
และยังมองภาพรวมทั้งระบบ (Basin Approach): ไม่ได้มองการป้องกันน้ำท่วมเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง แต่มองทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำออกสู่ทะเล
4. การสื่อสารที่สะท้อนปัญหากระทบโครงสร้างและการบริหารจัดการ
สามารถอธิบายเรื่องอุทกวิทยาที่ซับซ้อนให้สาธารณชนและสื่อมวลชนเข้าใจได้ง่าย ชี้ให้เห็นถึงจุดบกพร่องในเชิงโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา เช่น ผังเมืองที่ขวางทางน้ำ (Floodway) ปัญหาช่องว่างในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และความจำเป็นในการปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน (Rule Curve) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
ด้วยการผสานระหว่าง ความรู้ทางวิศวกรรมชลประทานที่แม่นยำ ประสบการณ์ในพื้นที่จริง และความเข้าใจในโครงสร้างการบริหารงานภาครัฐ ทำให้ข้อเสนอแนะของ ดร.สิตางศุ์ มีน้ำหนักเชิงวิชาการสูง และเป็นมุมมองที่ช่วยเตือนภัยรวมถึงเสนอทางออกในการแก้วิกฤตน้ำท่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พวกเรากลุ่มวิศวกรอาวุโส ได้ติดตามความพร้อมของการรับมือน้ำท่วม กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาถกกันตลอด พบว่าแม้จะมีการลงทุนทำห้องประชุมศูนย์การบัญชาการน้ำท่วม เพื่อให้เป็นศูนย์หนึ่งเดียว ที่เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน แต่ก็ยังไม่เป็นหนึ่งเดียว ดร.สิตางศุ์ เป็นผู้หนึ่งที่ได้รวบรวมข้อมูลมาได้มากที่สุด และติดตามปัญหาการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ที่แยกกัน จากการเข้าลงไปทำงานจริงด้วย ผมขอย้ำว่า อาจารย์ไม่ได้ทำงานให้เฉพาะกับการเมืองฝ่ายใดๆ” รองศาสตราจารย์ ต่อตระกูล ระบุ