กรณีที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช." ออกมาประเมินว่า จังหวัดลุ่มแม่น้ำบางปะกง อย่าง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก ที่ขณะนี้เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่ อาจจะต้องใช้เวลาในการระบายน้ำนานถึง 38 วันนั้น
ล่าสุด ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า นักวิชาการด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายว่า พื้นที่ลุ่มบางปะกงตอนนี้รับน้ำเยอะมาก โดยมาจาก 2 ทาง ทั้ง เส้นนครนายก และ เส้นบางปะกง รวมถึงยังเป็นพื้นที่รับน้ำฝนที่มาจากทาง จ.สระแก้ว ตั้งแต่แรกที่มีน้ำท่วมแรกๆ หรือก่อนน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ
ประกอบกับเขื่อนขุนด่านปราการชลก็ยังต้องระบายลงมาเพิ่มอีกเนื่องจากปริมาณน้ำสูง97-98%แล้ว เรียกได้ว่าพื้นที่ดังกล่าวรับน้ำจากทุกด้านเลยก็ว่าได้
และหากไปดูศักยภาพในการระบายน้ำในพื้นที่ จะแบ่งระบายออกฝั่งซ้ายขวาเหมือนกรุงเทพฯไม่ได้ คลองแขนงต่างๆก็ระบายได้น้อยมาก ซึ่งส่วนตัวประเมินว่าจะใช้เวลานานเป็นเดือนกว่าจะระบายน้ำได้ทั้งหมด ดร.สิตางศุ์ แนะนำว่าทางที่ดีควารนำท่อซิ่ง ช่วยสูบระบายน้ำลงลงเป็นช่วงๆลงไปตามเส้นทางน้ำด้านล่าง
ส่วนกรณีที่มีคำสั่งย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ไปช่วยราชการ จากปัญหาการรับมืออุทกภัยในพื้นที่นั้น ดร.สิตางศุ์ บอกว่า เห็นข่าวพร้อมทุกคนว่า มีพฤติกรรมไม่ทำงาน ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมลักษณะนี้หน่วยราชการก็ควรขยับทั้งหมดอยู่แล้ว
ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ตอนนี้จะย้ายข้าราชการหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมา ประชาชนก็ช่วยเหลือกันเองอยู่แล้ว ไม่ได้หวังพึ่งพาข้าราชการ
ขณะเดียวกันช่วงที่หลายพื้นที่น้ำท่วมสูง หน่วยงานที่ ดร.สิตางศุ์ คิดถึง คือ ทหาร เรื่องการนำรถยกสูงเข้าไปช่วยเหลือประชาชน พร้อมบอกว่า ตอนนี้ไม่มีนายอำเภอ ไม่มีผู้ว่าก็ได้ แต่ขอให้มีการบัญชาการทางทหารเข้าไปช่วยประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมสูงแทน
อย่างไรก็ตามสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดปราจีนบุรี ยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะที่อำเภอบ้านสร้าง ที่เป็นจุดรับน้ำจากหลายทาง ก่อนที่จะระบายลงสู่เเม่น้ำบางปะกง ซึ่งบางจุดน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร และท่วมขังมานานกว่า 10 วัน ขณะที่ชาวบ้านได้รับความเสียหายทั้งบ้านเรือนและอาชีพ
คุณแม่อรพิน สินพู่ ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า น้ำท่วมในหมู่บ้านครั้งนี้นานกว่า 10 วันแล้ว และระดับน้ำสูงจนไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านได้ ต้องต่อพื้นบ้านให้สูงขึ้น ขณะที่ข้าวของเครื่องใช้ รวมถึงผักหญ้าที่ปลูกไว้ ถูกน้ำท่วมและลอยเสียหายทั้งหมด
ขณะนี้คุณแม่อรพินอาศัยอยู่กับสามีเพียง 2 คน แม้จะมีศูนย์พักพิงสำหรับอพยพ แต่ยังไม่สามารถย้ายออกไปได้ เพราะเป็นห่วงทรัพย์สิน รวมถึงสุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้ โดยยอมรับว่าปีนี้สถานการณ์หนักกว่าทุกปี จากเดิมที่น้ำจะท่วมประมาณ 7-8 วันก็เริ่มลด แต่ครั้งนี้น้ำยังไม่ลดและท่วมสูงกว่าเดิม ทำให้การเข้า-ออกหมู่บ้านเป็นไปอย่างยากลำบาก
ส่วนการช่วยเหลือจากหน่วยงานในพื้นที่ คุณแม่อรพินระบุว่า นายกและผู้ใหญ่บ้านเข้ามาดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเป็นวงกว้าง ทำให้การช่วยเหลืออาจไม่ทั่วถึง พร้อมยอมรับว่าเริ่มมีปัญหาจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน
คุณแม่อรพิน เปิดเผยว่า แม้ที่ผ่านมาเคยเห็นนายอำเภอมาร่วมประชุมที่บ้านผู้ใหญ่บ้านอยู่บ่อยครั้ง แต่ตลอดช่วงที่เกิดน้ำท่วมครั้งนี้ ยังไม่เคยเห็นนายอำเภอลงพื้นที่เข้ามาดูแลหรือพบปะประชาชนในหมู่บ้าน ซคางล่าสุดทราบข่าวว่านายอำเภอถูกปลดจากตำแหน่งแล้ว แต่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว พร้อมบอกว่า หากมีนายอำเภอคนใหม่เข้ามา ก็หวังว่าจะเข้ามาดูแลประชาชนและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมากขึ้น โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนในพื้นที่ ขอเพียงเป็นคนที่เข้ามาดูแลประชาชน
สำหรับสิ่งที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐเร่งช่วยเหลือมากที่สุด คือสิ่งของจำเป็นและถุงยังชีพ โดยเฉพาะน้ำดื่ม เนื่องจากการเดินทางเข้า-ออกทำได้ยาก และหลายครัวเรือนขาดแคลนน้ำสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน