เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ยูเครนได้ส่งฝูงโดรนเข้าไปยังดินแดนของรัสเซีย โดยมีเป้าหมายโจมตีที่กรุงมอสโก เมืองหลวง
เซอร์เกย์ ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก รายงานว่า โดรนของยูเครนอย่างน้อย 21 ลำถูกยิงตกในกรุงมอสโกตั้งแต่เวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 19 ก.ค. ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินมุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุของโดรนที่ถูกยิงตก โดยไม่ได้ระบุถึงขอบเขตความเสียหายที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้กระทรวงกลาโหมของรัสเซียและนายกเทศมนตรีกรุงมอสโกยังระบุด้วยว่า ได้ยิงโดรนตก 142 ลำเมื่อคืนวันที่ 20 ก.ค. ผ่านมา โดย 27 ลำถูกยิงตกเหนือพื้นที่กรุงมอสโก
ส่วนสถานีโทรทัศน์รัสเซียรายงานโดยอ้างอิงจากรายงานของผู้อยู่อาศัยว่า เกิดเพลิงไหม้ขึ้นในเมืองเซเลโนกราด ห่างจากใจกลางกรุงมอสโกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ 37 กิโลเมตรด้วย เบื้องต้นยังไม่มีรายงานข้อมูลผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้
การโจมตีของยูเครนส่งผลทำให้สำนักงานขนส่งทางอากาศแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย รายงานว่า ได้มีการบังคับใช้มาตรการจำกัดการบินชั่วคราวที่สนามบินทั้งสี่แห่งในกรุงมอสโก ท่ามกลางการโจมตีที่ยังคงดำเนินอยู่ เที่ยวบินขาเข้าถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ก่อนที่ข้อจำกัดการบินทั้งหมดจะถูกยกเลิกเมื่อเวลา 04.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
หลังรัสเซียโจมตีเมืองต่าง ๆ ของยูเครน รวมถึงกรุงเคียฟเพิ่มขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กองทัพยูเครนเองก็ดูเหมือนจะเพิ่มความพยายามของตัวเองในการโจมตีกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียด้วยเช่นกัน
การโจมตีของยูเครนต่อรัสเซียเมื่อคืนนี้ถือเป็นคืนที่ 4 ติดต่อกัน โดยภูมิภาคนี้เคยเผชิญกับการโจมตีที่คล้ายคลึงกันกับเมื่อคืนก่อนหน้า หลังมีรายงานว่ากองทัพยูเครนได้ส่งโดรน 13 ลำไปยังกรุงมอสโก
อย่างไรก็ตามรัฐบาลเคียฟแทบจะไม่เคยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการรายงานการโจมตีด้วยโดรนในรัสเซีย แม้ว่ายูเครนจะโจมตีพื้นที่ทางทหารและอุตสาหกรรมในดินแดนรัสเซียเป็นประจำก็ตาม
การรายงานการโจมตีกรุงมอสโกของรัสเซียมีขึ้น หลังจากที่ประธาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นให้รัฐบาลเครมลิน 50 วันในการทำข้อตกลงสันติภาพ มิเช่นนั้นจะต้องเผชิญกับภาษีศุลกากรร้ายแรงจากรัฐบาลวอชิงตัน
ก่อนการประกาศดังกล่าว มีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ถามประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระหว่างการโทรศัพท์เมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ยูเครนมีศักยภาพที่จะโจมตีกรุงมอสโกหรือไม่
โดยทางผู้นำยูเครนตอบว่า การโจมตีเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ หากสหรัฐฯ จัดหาอาวุธที่จำเป็น
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานความคิดเห็นดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์บอกกับสื่อมวลชนว่า เซเลนสกีไม่ควรโจมตีกรุงมอสโก และสหรัฐฯ ไม่ได้วางแผนที่จะจัดหาขีปนาวุธพิสัยไกลให้กับยูเครน
ทั้งนี้การโจมตีของยูเครนเกิดขึ้น ขณะที่ผู้นำยูเครนเสนอจัดการประชุมกับรัสเซียในสัปดาห์หน้า เพื่อผลักดันการเจรจาหยุดยิง
ขณะที่ ดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย ระบุว่า ประธานาธิบดีปูติน พร้อมที่จะพูดคุยเกี่ยวกับสันติภาพในยูเครน แต่รัสเซียก็ต้องบรรลุเป้าหมายของตนเองก่อน
ส่วนอีกด้านหนึ่งพลตรีคริสเตียน ฟรอยดิง หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการทางทหารของเยอรมนีที่รับผิดชอบช่วยเหลือยูเครน ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า รัสเซียตั้งเป้าหมายในการส่งฝูงโดรนโจมตียูเครนให้ได้ 2,000 ลำ ภายในครั้งเดียว
ซึ่งนี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ และอาจเกิดขึ้นขณะที่รัสเซียยังคงขยายการผลิตโดรนอย่างต่อเนื่อง
หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของยูเครน (SZRU) ให้สัมภาษณ์กับ Politico ในเดือน มิ.ย. ว่า รัฐบาลเครมลินวางแผนที่จะผลิตโดรนแบบ FPV จำนวน 2 ล้านลำ และโดรนระยะไกลและโดรนล่อเป้า 30,000 ลำภายในปี 2025 ซึ่งถือเป็นการขยายโครงการสงครามโดรนของรัสเซียอย่างมีนัยนะสำคัญ
ตามข้อมูลของ Airwars ซึ่งเป็นองค์กรตรวจสอบความขัดแย้งในกรุงลอนดอน ระบุว่า ระหว่างวันที่ 13 ก.ย. 2022 ถึง 30 ส.ค. 2023 กองกำลังรัสเซียได้ส่งโดรนชาเฮดเข้าไปโจมตีในยูเครนเกือบ 2,000 ลำ และจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว รัสเซียส่งฝูงโดรนชาเฮดโจมตียูเครนทุบสถิติสูงสุดอยู่ที่ 5,337 ลำ
ความคิดเห็นของฟรอยดิงเกิดขึ้นในขณะที่รัสเซียยังคงเพิ่มการโจมตีด้วยโดรนชาเฮดที่ออกแบบโดยอิหร่านต่อเมืองต่าง ๆ ของยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการโจมตีภูมิภาคตะวันตกสุดของยูเครน เมื่อวันที่ 9 ก.ค. รัสเซียได้ยิงโดรนชาเฮดและโดรนล่อเป้าจำนวน 728 ลำทั่วประเทศ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด
ขณะที่ โรเบิร์ต "มากยาร์" บรอฟดี ผู้บัญชาการกองกำลังระบบไร้คนขับของยูเครน ได้เตือนเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ว่า การโจมตีด้วยโดรนชาเฮดของรัสเซียอาจเพิ่มสูงขึ้นถึง 1,000 ลำต่อวัน