วันที่ 20 ส.ค. “อัน ฮัก-ซอป” อดีตทหารเกาหลีเหนือวัย 95 ปี ซึ่งถูกจำคุกในเกาหลีใต้มานานหลายทศวรรษเนื่องจากปฏิเสธที่จะละทิ้งความเชื่อคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือ ได้พยายามข้ามสะพานข้ามพรมแดนกลับไปยังเกาหลีเหนือ แต่ถูกทหารเกาหลีใต้สกัดกั้น
อัน ฮัก-ซอป ได้ถือธงชาติเกาหลีเหนือและไม้เท้า เดินเข้าใกล้สะพานรวมชาติ (Unification Bridge) ในเมืองพาจู ทางตอนเหนือของประเทศใกล้ชายแดน ก่อนที่ทหารที่ด่านตรวจจะเตือนเขา
หลังจากนั้นอันถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเนื่องจากปัญหาสุขภาพ
พลเรือนถูกห้ามไม่ให้เข้าใกล้สะพานรวมชาติ ผู้ที่ละเมิดกฎโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย
อันเป็น 1 ใน 6 อดีตทหารและสายลับเกาหลีเหนือสูงอายุที่ถูกเกาหลีใต้จับกุมไว้และควบคุมตัวมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่ละทิ้งความเชื่อเดิม ซึ่งพวกเขาได้พยายามขอให้รัฐบาลเกาหลีใต้ส่งตัวพวกเขากลับเกาหลีเหนือ เพื่อใช้เวลาในวาระสุดท้ายที่บ้านเกิด แต่เกาหลีใต้ปฏิเสธ
อันบอกว่า ปัจจุบันเขามีความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวก่อนตาย นั่นคือการกลับไปเกาหลีเหนือและถูกฝังเคียงข้างสหาย อันบอกว่า เขาปรารถนาที่จะข้ามไปยังเกาหลีเหนือเป็นครั้งสุดท้าย และได้ไปฝังศพในประเทศที่นิยามชีวิตของเขา
“ผมคิดถึงเกาหลีเหนือ ผมทนแทบไม่ได้ ผมอยากถูกฝังอยู่ในดินแดนเสรี” อันกล่าว
ทั้งนี้ สงครามเกาหลีในช่วงปี 1950-1953 สิ้นสุดลงด้วยการสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งหมายความว่าเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในภาวะสงครามในทางเทคนิค
นอกจากนี้ หากอันได้รับอนุญาตให้กลับประเทศ เกาหลีเหนืออาจมองว่าการส่งตัวกลับประเทศของเขาเป็นชัยชนะเชิงสัญลักษณ์
แต่สำหรับอัน ประเด็นนี้มีความสำคัญส่วนตัวและมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่มากกว่านั้น เขาอ่อนแอลงจากความเจ็บป่วย เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้งในปีนี้ และกล่าวว่าความปรารถนาเดียวของเขาคือการได้ฝังร่างลงในดินแดนเกาหลีเหนือ หรือที่เขาเรียกว่า “บ้านเกิดแห่งอุดมการณ์ของผม”
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงการรวมชาติกล่าวว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ จากมุมมองด้านมนุษยธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจใด ๆ ก็ตามจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเกาหลีเหนือ
อันเกิดในปี 1930 บนเกาะคังฮวา นอกชายฝั่งตะวันตกของเกาหลี ในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองคาบสมุทรเกาหลีอย่างโหดร้าย เขาเติบโตท่ามกลางความวุ่นวายและความไม่แน่นอน พี่ชายคนหนึ่งถูกบังคับให้เข้ากองทัพญี่ปุ่น อีกคนหนึ่งถูกทิ้ง เมื่อตำรวจมาตรวจค้น อันจึงหลบหนีไปอยู่กับป้าของเขา
เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในปี 1945 อันมีอายุ 15 ปี แทนที่จะฉลอง เขากลับบอกว่าเขารู้สึกเหมือนถูกทรยศจากประกาศของ พลเอก ดักลาส แม็กอาร์เธอร์ ที่ให้เกาหลีใต้เส้นขนานที่ 38 อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอเมริกา
ประกาศดังกล่าวให้อำนาจเจ้าหน้าที่อเมริกันอย่างกว้างขวางในการควบคุมกิจการทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของเกาหลีใต้ จนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
“ดังนั้น เมื่อพิจารณาประกาศดังกล่าว ผมจึงตระหนักว่าเราไม่ได้รับการปลดปล่อย นั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง นั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มเคลื่อนไหวต่อต้านสหรัฐฯ” เขากล่าว
เมื่อสงครามเกาหลีเริ่มต้นขึ้นในปี 1950 อันเป็นนักเรียนมัธยมในแกซอง ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองที่ใกล้กับเส้นขนานที่ 38 เขาเฝ้ามองกองทัพเคลื่อนพลไปมาข้ามเส้นแบ่งเขตที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และในปี 1952 เขาได้เข้าร่วมกองทัพประชาชนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ โดยรับราชการในหน่วยข่าวกรอง
เมื่อสงครามเกาหลีสิ้นสุด ในบรรดาทหารสิบนายในหน่วยของเขา อันบอกว่าเขาเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต
ภายใต้กฎหมายเกาหลีใต้ในขณะนั้น หากอันลงชื่อในเอกสารสละความเป็นเกาหลีเหนือและอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ เขาจะมีสิทธิ์ได้รับการพักโทษ อย่างไรก็ตาม เขาปฏิเสธและถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏและถูกจำคุก 42 ปี 6 เดือน ก่อนที่จะได้รับการปล่อยตัวในปี 1995
อันกล่าวว่า เขาได้ย้ายจากเรือนจำขนาดเล็กที่ถูกขังไว้ ไปสู่เรือนจำขนาดใหญ่ที่เปิดกว้าง และบอกว่าเขายังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและถูกตำรวจติดตามตัว
อันเล่าถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากว่า ไม่ได้มีแค่ความยากลำบากทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังเจอแรงกดดันทางจิตใจที่ต้องละทิ้งความเชื่อของเขาอีกด้วย “ตอนแรก พวกเขาพยายามเปลี่ยนใจผมผ่านการสนทนา เมื่อไม่ได้ผล พวกเขาก็เริ่มทรมานผม”
อันกล่าวหาว่าเกาหลีใต้ลงโทษเขาอย่างโหดร้าย รวมถึงการถูกทุบตีและถูกแช่น้ำเย็นจัด เขาเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่ง เจ้าหน้าที่สอบสวนถึงกับพาเขากลับไปที่เกาะคังฮวาเพื่อกลับไปหาพี่สาวน้องสาว ซึ่งพวกเธอได้ขอร้องให้เขาเลิกยุ่งกับเกาหลีเหนือทั้งน้ำตา แต่เขาปฏิเสธ “นั่นมันเจ็บปวดมาก”
อดีตทหารเกาหลีเหนือผู้นี้ยังคงอยู่ในเกาหลีใต้หลังจากได้รับการปล่อยตัว โดยให้คำมั่นว่าจะต่อต้านเกาหลีใต้จนกว่ากองทัพสหรัฐฯ จะถอนกำลังออกจากประเทศ และเป็นที่รู้จักในนาม “นักโทษที่ไม่เปลี่ยนความเชื่อ”
ในเดือน ก.ย. 2000 รัฐบาลเกาหลีใต้ภายใต้ประธานาธิบดี คิม แด-จุง ได้ส่งตัวนักโทษระยะยาวที่ยังไม่เปลี่ยนความเชื่อจำนวน 63 คนกลับประเทศเกาหลีเหนือ หลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างเกาหลีในเดือน มิ.ย. ปีเดียวกัน โดยไม่มีอันอยู่ในนั้น เพราะเขาตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ
ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงปัจจุบัน เกาหลียังไม่ได้ส่งตัวนักโทษประเภทนี้กลับเกาหลีเหนือเพิ่มเติม
อันกล่าวว่า เขายังคงอยู่บนแผ่นดินเกาหลีใต้เพราะ “ภารกิจ” ของเขาในการต่อสู้กับสหรัฐฯ ยังไม่เสร็จสิ้น และเกาหลีใต้ยังคงเป็นอาณานิคมภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ “ผมมาที่นี่ สู่ ‘อาณานิคม’ ของสหรัฐฯ ต่อสู้กับสหรัฐฯ แต่ผมทำอะไรไม่ได้เลย ได้แค่ติดคุก”
ทุกวันนี้ อันอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ในยงกังรี ห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือที่เขาใฝ่ฝันอยากจะข้ามไปไม่ถึงไมล์ เขาพึ่งพาสวัสดิการของรัฐที่มอบให้ผู้มีรายได้น้อยและการสนับสนุนจากคนรู้จัก
ผนังบ้านของเขาเต็มไปด้วยภาพถ่ายซีดจางและโปสเตอร์เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นของที่ระลึกถึงอุดมการณ์ที่กำหนดชีวิตของเขา และใช้ธงชาติสหรัฐฯ เป็นพรมเช็ดเท้า