วันที่ 23 ส.ค. เกาหลีใต้เปิดเผยว่า เกิดเหตุยิงปืนเตือนทหารเกาหลีเหนือที่ข้ามพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาระหว่างสองประเทศเมื่อต้นสัปดาห์ ทำให้เกาหลีเหนือไม่พอใจ และระบุว่า การยิงดังกล่าวเป็น “การยั่วยุโดยเจตนา”
พื้นที่ไร้ผู้อาศัยที่เรียกว่าเขตปลอดทหาร (DMZ) ซึ่งแบ่งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ เป็นพื้นที่ซึ่งเมื่อเกิดการบุกรุกมักเพิ่มความตึงเครียด แต่พรมแดน DMZ ไม่มีรั้วกั้น และป้ายบอกทาง รวมถึงถูกบดบังด้วยพืชพรรณหนาทึบ ทำให้มักเกิดกรณีทหารข้ามเส้นโดยไม่ตั้งใจ
คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ (JCS) ระบุในแถลงการณ์ว่า ทหารเกาหลีเหนือบางส่วนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ข้ามเส้นแบ่งเขตทางทหารระหว่างสองประเทศเมื่อวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น
ต่อมา JCS เสริมว่า ทหารเกาหลีเหนือได้เคลื่อนพลกลับไป
ขณะที่สื่อทางการของเกาหลีเหนือรายงานโดยอ้าง พลโท โค จอง-ชอล แห่งกองทัพเกาหลีเหนือ ว่า กองทัพเกาหลีใต้ใช้ปืนกลยิงเตือนทหารมากกว่า 10 นัด
สื่อทางการเสริมว่า “นี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ร้ายแรงมาก ซึ่งจะผลักดันสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีกองกำลังจำนวนมากกำลังเผชิญหน้ากัน ไปสู่จุดที่ควบคุมไม่ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
เกาหลีเหนือยังคงเพิกเฉยต่อความพยายามของเกาหลีใต้ แม้ อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะพยายามแสดงท่าทีและนโยบายเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลี
ก่อนหน้านี้ กองทัพเกาหลีใต้ยังได้ระงับการใช้ลำโพงเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อข้ามพรมแดนไปยังเกาหลีเหนือ เพื่อฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างสองฝ่าย
เกาหลีทั้งสองถูกแบ่งแยกตั้งแต่สงครามเกาหลีสิ้นสุดลงในปี 1953 แต่ทั้งสองประเทศไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ดังนั้นในทางเทคนิคแล้วจึงยังคงอยู่ในภาวะสงคราม
เรียบเรียงจาก BBC