สำหรับเมืองแห่งสายน้ำ “เวนิส” นอกจากแม่น้ำคูคลองจำนวนมากที่ถักทอประสานกันเป็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองแล้ว ยังมีอีกหลายเอกลักษณ์ทั้งอาคารเก่าแก่ หอระฆัง หลังคาสีแดง และ “สิงโตมีปีก” สัญลักษณ์แห่งสาธารณรัฐเวนิส ที่สลักไว้ตามโครงสร้างต่าง ๆ ทั่วเมือง
สิงโตมีปีกที่โด่งดังที่สุดของเวนิสคือรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ที่ตั้งอยู่บนยอดเสาในปิอัซเซตตา ซึ่งอยู่ติดกับจัตุรัสเซนต์มาร์ก
รูปปั้นสิงโตมีปีกดังกล่าวมีความยาว 4 เมตร และสูง 2.2 เมตร ที่ผ่านมา เชื่อกันว่าถูกสร้างขึ้นในท้องถิ่น ในซีเรีย หรืออานาโตเลีย และนำมาตั้งที่จัตุรัสเซนต์มาร์กในศตวรรษที่ 13 หรือกว่า 600-700 ปีก่อน
แต่งานวิจัยล่าสุดพบว่า สิงโตมีปีกตัวดังกล่าวซึ่งกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเวนิส ความจริงแล้ว “สร้างขึ้นในประเทศจีน”
หลังจากศึกษาตัวอย่างสิงโตโลหะโดยใช้การวิเคราะห์ไอโซโทปตะกั่ว นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปาดัว ประเทศอิตาลี พบว่า ทองแดงที่ใช้ทำโลหะผสมทองสัมฤทธิ์ (ซึ่งเป็นส่วนผสมของทองแดงและดีบุก) บนชิ้นงานทองสัมฤทธิ์ดั้งเดิมนั้นมาจากแม่น้ำแยงซีในประเทศจีน
นักวิจัยบอกว่า สิงโตมีปีกตัวนี้มีความคล้ายคลึงกับผลงานที่ผลิตในประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 ถึง 907) มากกว่าที่พบในยุโรปเมดิเตอร์เรเนียนยุคกลาง โดยอ้างถึงรูปร่างของจมูกและรอยแผลเป็นจากการตัดเขาออกก่อนหน้านี้
ส่วนเสาที่สิงโตตั้งอยู่นั้นมาจากอานาโตเลีย (ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี) และตัวสิงโตเองก็ได้รับการซ่อมแซมหลายครั้ง โดยมีบันทึกที่เก่าแก่ที่สุดในปี ค.ศ. 1293
นักวิจัยกล่าวว่า “เป็นไปได้ว่าบิดาและลุงของ มาร์โค โปโล ซึ่งใช้เวลา 4 ปีในราชสำนักของกุบไลข่านในการเดินทางครั้งแรก เป็นผู้รับผิดชอบในการได้มาซึ่งประติมากรรมชิ้นนี้”
ทีมวิจัยยังคาดว่า สิงโตมีปีกตัวนี้ความจริงแล้วคือ “เจิ้นมู่โช่ว” (镇墓兽) หรือผู้พิทักษ์สุสานรูปร่างคล้ายสิงโตตามความเชื่อของจีนสมัยราชวงศ์ถัง
ทีมวิจัยเสริมว่า หลังจากที่ มาร์โค โปโล ส่งรูปปั้นกลับไปอิตาลีหลังจากการเยี่ยมชมราชสำนักมองโกล รูปปั้นนี้น่าจะได้รับการ “ตกแต่งใหม่อย่างประณีตและบรรจง” ให้ดูเหมือนสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญมาร์ก โดยตัดเขาออกและเพิ่ม “วิก” เข้าไปด้วย
“เรายังไม่มีข้อมูลเป็นลายลักษณ์อักษร เจตนาและกระบวนการเดินทางสู่เวนิสก็ยังคงคลุมเครือและตีความได้ยาก หากการติดตั้ง ‘สิงโต’ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งสารทางการเมืองที่แข็งกร้าวและตั้งรับ เราก็สามารถตีความมันในฐานะสัญลักษณ์ของความเชื่อมโยงอันน่าประทับใจของโลกยุคกลางได้เช่นกัน” ทีมวิจัยกล่าวเสริม
เรียบเรียงจาก CNN