เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรเครือข่ายสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลอกเอาเงินหลายพันล้านดอลลาร์จากชาวอเมริกัน
OFAC ระบุว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเป้าหมาย 9 รายที่ปฏิบัติการอยู่ในเมืองชเวก๊กโก ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลที่มีชื่อเสียง ภายใต้การคุ้มครองของกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) และเป้าหมายอีก 10 รายในกัมพูชา
จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ ปลัดกระทรวงการคลังฝ่ายการก่อการร้ายและข่าวกรองทางการเงิน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมหลอกลวงทางไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่เพียงแต่คุกคามความเป็นอยู่ที่ดีและความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้คนหลายพันคนต้องตกเป็นทาสยุคใหม่”
OFAC ระบุว่า ในปี 2024 ชาวอเมริกันสูญเสียเงินไปกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 แสนล้านบาท) จากการหลอกลวงที่มีฐานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อนหน้า
มาตรการล่าสุดนี้จะมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างความเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการที่ทำให้เกิดการหลอกลวงเหล่านี้ และต่อยอดจากมาตรการต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการเพื่อต่อสู้กับการหลอกลวงทางไซเบอร์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่เอื้อให้เกิดการหลอกลวงเหล่านี้
ก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ค. กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งคว่ำบาตร Funnull ซึ่งขายที่อยู่ IP (อินเทอร์เน็ตโพรโทคอล) จำนวนมากให้กับอาชญากรไซเบอร์เพื่อดำเนินการเว็บไซต์หลอกลวง
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดให้ KNA มีสถานะเป็นองค์กราชญากรรมข้ามชาติ เช่นเดียวกับตัวผู้นำอย่าง ซอ ชิต ตู และบุตรชาย 2 คน เนื่องจากมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกในการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อพลเมืองสหรัฐฯ การค้ามนุษย์ และการลักลอบขนสินค้าข้ามพรมแดน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ บอกว่า ได้กำหนดจุดศูนย์กลางการหลอกลวงที่สำคัญในเมียนมาซึ่งได้รับการปกป้องโดย KNA มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ชเวก๊กโก เมืองเมียวดี ในรัฐกะเหรี่ยง ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมา ติดกับชายแดนไทย
โดยเมืองใหม่หย่าไท่ (Yatai New City) เป็นแหล่งรวมศูนย์หลอกลวงที่สำคัญในชเวก๊กโก ก่อตั้งโดย เสอ จื้อเจียง และซอ ชิต ตู
ภายใน 8 ปี พวกเขาได้เปลี่ยนหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเมยให้กลายเป็นเมืองตากอากาศที่สร้างขึ้นเพื่อการพนัน การค้ายาเสพติด การค้าประเวณี และการหลอกลวงที่มุ่งเป้าไปที่ผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะชาวอเมริกัน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า KNA ได้มอบหมายงานด้านต่าง ๆ ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เชื่อถือได้ ในการควบคุมทรัพย์สินที่เป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวง จัดหาความปลอดภัยให้กับผู้ที่อำนวยความสะดวกในการโอนเงินผิดกฎหมาย และบริหารหน่วยงานที่ควบคุมและสนับสนุนการหลอกลวงในรัฐกะเหรี่ยงด้วยตนเอง
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังเล็งเป้าหมายคว่ำบาตรไปที่ฐานสแกมเมอร์ในกัมพูชา ซึ่งหลายแห่งสร้างขึ้นเป็นกาสิโนโดยอาชญากรชาวจีน แต่กลับกลายเป็นศูนย์กลางของการหลอกลวงการลงทุนสกุลเงินดิจิทัลเมื่อกิจกรรมนั้นพิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้มากกว่า
OFAC ระบุว่า บริษัท ที ซี แคปิตอล จำกัด (T C Capital) เป็นบริษัทที่ตั้งอยู่ในสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา เป็นเจ้าของอาคารหลายแห่ง รวมถึงกาสิโนและโรงแรมโกลเดนซันสกาย ซึ่งเคยก่อเหตุฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งบางครั้งกระทำโดยเหยื่อที่ถูกจับตัวมา กาสิโนภายในอาคารยังทำหน้าที่ฟอกเงินที่ได้จากกิจกรรมอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในอาคารข้างเคียงอีกด้วย
ที ซี แคปิตอล ก่อตั้งโดย ตง เล่อเฉิง นักลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งในสีหนุวิลล์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการค้าทาสยุคใหม่และการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัล
ก่อนย้ายมากัมพูชา ตงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฟอกเงินในประเทศจีนในปี 2008 และถูกสอบสวนในข้อหาติดสินบน รวมถึงการดำเนินการเครือข่ายการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายที่โฆษณาให้กับชาวจีน
ขณะที่ บริษัท เค บี โฮเทล จำกัด (K B Hotel) เป็นอีกหนึ่งบริษัทในสีหนุวิลล์ที่เป็นเจ้าของอาคารหลายหลัง รวมถึงอาคารสำนักงาน โรงแรม และกาสิโน ซึ่งแรงงานทาสถูกบังคับให้หลอกลวงเหยื่อ
โรงแรมเค บี โฮเทล ก่อตั้งโดย ซู อ้ายหมิน พลเมืองกัมพูชาที่ย้ายสัญชาติแล้ว ซึ่งใช้ความสัมพันธ์กับชาวกัมพูชาที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
ก่อนย้ายมากัมพูชา ซูถูกตัดสินจำคุก 10 ปีในประเทศจีนในปี 2013 ในข้อหาดำเนินการเครือข่ายการพนันออนไลน์ผิดกฎหมายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ เคยตกเป็นเป้าหมายของตำรวจอินเตอร์โพล และถูกหมายจับในฮ่องกงในข้อหาฟอกเงิน 46 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่านธนาคาร
ซูยังเป็นเจ้าของบริษัท K B X Investment Co. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา
ยังมีสมาชิกอีกคนหนึ่งในคณะกรรมการของโรงแรมเคบี คือ เฉิน อัล เลน ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท เฮง เฮ บาเวต พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (Heng He Bavet)
เฮง เฮ บาเวต เป็นเจ้าของกาสิโนเฮง เฮ และอาคารที่เกี่ยวข้องในเมืองบาเวต ประเทศกัมพูชา บริษัทนี้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลและการบังคับใช้แรงงานทาส โดยได้รับคนงานจากสีหนุวิลล์ที่เคยเชื่อมโยงกับการหลอกลวงทางไซเบอร์มาก่อน
เฮง เฮ บาเวต บริหารงานโดย ซู เหลียงเซิง ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัท เอ็ม ดี เอส เฮง เฮ อินเวสต์เมนต์ จำกัด (M D S Heng He) ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลอกลวงสกุลเงินดิจิทัลขนาดใหญ่ในจังหวัดโพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา
นอกจากนี้ เฉินและซูยังถือหุ้นใหญ่ร่วมกันใน HH Bank Cambodia plc ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของกัมพูชา
OFAC ได้กำหนดคว่ำบาตรบริษัท T C Capital, K B Hotel, Heng He Bavet, M D S Heng He และผู้เกี่ยวข้อง ฐานให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือให้การสนับสนุนทางการเงิน วัสดุ หรือเทคโนโลยี หรือสินค้าหรือบริการแก่หรือสนับสนุนกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นจากหรือถูกควบคุมโดยบุคคลที่ตั้งอยู่นอกสหรัฐอเมริกาทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิด หรือมีส่วนสำคัญต่อภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ นโยบายต่างประเทศ หรือสุขภาพทางเศรษฐกิจหรือเสถียรภาพทางการเงินของสหรัฐอเมริกา และมีจุดประสงค์หรือเกี่ยวข้องกับการยักยอกเงินทุนหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูลลับที่เป็นกรรมสิทธิ์หรือทางธุรกิจ ข้อมูลระบุตัวตนส่วนบุคคล หรือข้อมูลทางการเงิน เพื่อประโยชน์ทางการค้าหรือการแข่งขัน หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินส่วนบุคคล
OFAC ยังกำหนดคว่ำบาตร K B X Investment, HH Bank และผู้เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน
สหรัฐฯ ยังใช้พระราชบัญญัติความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน (Global Magnitsky Human Rights Accountability Act) ฉบับที่ 13818 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2017
โดยอาศัยหลักการที่ว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคอร์รัปชัน ซึ่งมีต้นตอทั้งหมดหรือส่วนใหญ่อยู่นอกสหรัฐอเมริกา ได้แผ่ขยายวงกว้างและรุนแรงถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพของระบบการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการคอร์รัปชันบั่นทอนคุณค่าที่เป็นรากฐานสำคัญของสังคมที่มั่นคง มั่นคง และดำเนินไปได้ ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อปัจเจกบุคคล บั่นทอนสถาบันประชาธิปไตย บั่นทอนหลักนิติธรรม ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมของบุคคลอันตราย และบั่นทอนตลาดเศรษฐกิจ
โดยสหรัฐฯ พยายามกำหนดมาตรการลงโทษที่เป็นรูปธรรมและสำคัญต่อผู้ที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหรือมีส่วนร่วมในการทุจริต รวมถึงปกป้องระบบการเงินของสหรัฐอเมริกาจากการละเมิดโดยบุคคลเหล่านี้
ผลมาจากการดำเนินการนี้ จะทำให้ทรัพย์สินและผลประโยชน์ทั้งหมดในทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกกำหนดคว่ำบาตรหรือถูกระงับตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ซึ่งอยู่ในสหรัฐฯ หรืออยู่ในความครอบครองหรือการควบคุมของบุคคลสหรัฐฯ จะถูกระงับและต้องรายงานไปยัง OFAC
นอกจากนี้ นิติบุคคลใด ๆ ที่บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม รายบุคคลหรือรวมกัน 50% หรือมากกว่านั้น ก็จะถูกระงับเช่นกัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากใบอนุญาตทั่วไปหรือใบอนุญาตเฉพาะที่ออกโดย OFAC หรือได้รับการยกเว้น
โดยทั่วไปแล้ว กฎระเบียบของ OFAC จะห้ามการทำธุรกรรมทั้งหมดโดยบุคคลสหรัฐฯ หรือภายใน (หรือผ่านแดน) สหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ใดๆ ในทรัพย์สินของบุคคลที่ถูกระงับ
การละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้มีการกำหนดบทลงโทษทางแพ่งหรือทางอาญาต่อบุคคลสหรัฐฯ และชาวต่างชาติ
OFAC อาจกำหนดบทลงโทษทางแพ่งสำหรับการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรโดยพิจารณาจากความรับผิดโดยเคร่งครัด แนวทางการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของ OFAC ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาของ OFAC
นอกจากนี้ สถาบันการเงินและบุคคลอื่นอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกคว่ำบาตรเนื่องจากการทำธุรกรรมหรือกิจกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรหรือถูกปิดกั้น ข้อห้ามดังกล่าวรวมถึงการบริจาคหรือการจัดหาเงินทุน สินค้า หรือบริการใด ๆ ให้แก่หรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร หรือการรับเงินบริจาคหรือการจัดหาเงินทุน สินค้า หรือบริการใด ๆ จากบุคคลดังกล่าว
เรียบเรียงจาก US Department of the Treasury