เรื่องของเครือข่ายมิจฉาชีพข้ามชาติได้รับความสนใจไปทั่วโลกหลังจากเกิดกรณีนักศึกษาชาวเกาหลีใต้เสียชีวิตในกัมพูชา โดยต้องสงสัยว่าเป็นคนที่ถูกหลอกมาทำงานเป็นสแกมเมอร์ และทำให้เกาหลีใต้ดำเนินการอย่างจริงจังในการบุกปราบแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา
ในขณะเดียวกัน เหยื่อจำนวนมากที่ถูกหลอกไปทำงานมีบางส่วนที่หนีออกมาได้ และตัดสินใจแก้แค้น ด้วยการรวบรวมหลักฐานช่วยเอาผิดหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์
หนึ่งในนั้นคือ “เด็กซ์” (นามสมมติ) ชายชาวเกาหลีใต้อายุ 30 ต้น ๆ ที่เคยถูกหลอกไปเป็นแก๊งมิจฉาชีพในกัมพูชา และได้เปิดใจกับสำนักข่าว CNN ถึงทุกอย่างที่เกิดขึ้น
2 เดือนแรกในงานใหม่ของเด็กซ์ที่กัมพูชา เขาทำตามคำสั่ง ทุกวันเขานั่งอยู่หน้าจอ ส่งข้อความตามสคริปต์ ไปหาคนแปลกหน้าจากที่ไกล ๆ คนแล้วคนเล่า รอบตัวเขามีชาวเกาหลีใต้คนอื่น ๆ นั่งอยู่เป็นแถว ๆ ทำเช่นเดียวกัน
เมื่อโทรศัพท์และพาสปอร์ตของเขาถูกยึด และมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลาดตระเวนอยู่รอบบริเวณที่ล้อมรั้ว การหลบหนีดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ และนอกจากนั้น เขาก็ต้องการเงิน
ตอนที่เด็กซ์เดินทางไปกัมพูชาครั้งแรก “ผมคิดว่ามันเป็นแค่งานส่งข้อความลับ ๆ ให้กับกลุ่มลงทุนหุ้น ผมไม่รู้เลยว่ามันเป็นการฉ้อโกงจริง ๆ เมื่อผมไปถึง พวกเขาบอกว่ามีกลโกง 2 ประเภท คือ โรแมนซ์สแกม (หลอกให้รัก) และหลอกลงทุน พวกเขาทำทั้งสองอย่าง”
เด็กซ์ได้เข้าร่วมกับชาวเกาหลีใต้หลายร้อยคนที่ถูกดึงเข้าไปในเครือข่ายกลโกงขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยแก๊งอาชญากรรมชาวจีนที่ปฏิบัติการอยู่ตามชายแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายคนถูกล่อลวงด้วยประกาศรับสมัครงานปลอมที่สัญญาว่าจะร่ำรวยอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ติดกับดักและถูกบังคับให้ทำงานหลอกลวง
ผ่านการทำงานหลอกลวงเหล่านี้ แก๊งนี้ได้ดูดเงินหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐจากชาวเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว ผลาญเงินออมและทำลายชีวิต โดยนี่เป็นเพียงสาขาหนึ่งของเครือข่ายหลอกลวงข้ามชาติมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้สร้างความเสียหายแก่เหยื่อและสร้างความเดือดร้อนให้แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หลังจากหลบหนีออกมาได้ เด็กซ์ได้ร่วมมือกับเหยื่อบางส่วนจากสถานที่ที่เขาเคยอยู่ เพื่อรวบรวมหลักฐานสำหรับการดำเนินคดีกับหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์เกาหลี ซึ่งสองคนถูกส่งตัวจากกัมพูชากลับเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา
เด็กซ์เดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา ราวเดือน เม.ย. 2024 หลังจากตอบรับงานที่โพสต์โฆษณาอยู่ในเทเลแกรม โดยดูเหมือนจะเป็นงานแชตเกี่ยวกับการลงทุนหุ้น
โพสต์ดังกล่าวสัญญาว่าจะให้เงินประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62,000 บาท) ต่อเดือนสำหรับ “ผู้แชต” และมากถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 310,000 บาท) สำหรับ “ผู้โทร” และ “ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน” ซึ่งสูงกว่าค่าแรงเฉลี่ยในเกาหลีใต้มาก
เด็กซ์พบในเวลาต่อมาว่า เขาตกเป็นเหยื่อของกลโกงที่เรียกว่า “กลโกงเชือดหมู” โดยล่อลวงเหยื่อด้วยความรักจอมปลอมและผลกำไรจากการลงทุนที่สร้างขึ้น ก่อนที่จะเชิดเงินเหล่านั้นไป
เด็กซ์ได้รับคำสั่งให้ปลอมตัวเป็นผู้หญิง แชตผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความกับเป้าหมายที่เป็นผู้ชาย และชักจูงพวกเขาไปยังแพลตฟอร์มซื้อขายหุ้นปลอม
ในช่วง 2 เดือนแรกของการทำงาน ผู้แชตอย่างเด็กซ์มักจะพูดคุยกับผู้คนประมาณ 100 คน โดยปฏิบัติตามสคริปต์อย่างเคร่งครัดเพื่อประเมินขนาดเงินออมของเหยื่อที่เป็นไปได้ และภายในเดือนที่ 3 เป้าหมายที่ดูมีแนวโน้มดีที่สุดไม่ถึง 20 คน จะถูกล่อลวงไปยังแพลตฟอร์มการซื้อขายปลอมขององค์กร
เด็กซ์กล่าวว่า การโอนเงินแต่ละครั้งจากเหยื่อจะถูกประกาศด้วยการตีระฆังขนาดใหญ่ หนึ่งครั้งหมายถึงรายได้ประมาณ 6,900 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 210,000 บาท)
เขากล่าวว่า เป้าหมายที่เหมาะสมคือ “ผู้ชายอายุ 50 ปี” เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว คนกลุ่มนี้มีทรัพย์สินสะสม และ “ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับผู้หญิงอายุ 30 ปี”
วันทำงานของเด็กซ์ยาวนานตั้งแต่ 7.30 น. ถึง 21.30 น. สำนักงานที่แน่นขนัดไปด้วยพนักงานส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย มีผู้หญิง 2 คนทำหน้าที่โทรด้วยเสียงและวิดีโอคอลล์
เครือข่ายหลอกลวงในบอเรย์โบอาว (Borey Boao) ซึ่งเป็นที่พักของเด็กซ์ มีผู้บงการคนหนึ่งชื่อ “คัง ดาวิต” ใช้เครื่องมือปลอมแปลงวิดีโอเพื่อแสดงเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน” และจัดรายการถ่ายทอดสดทางยูทูบทุกวัน โดยเพิ่มจำนวนผู้ชมอย่างผิดธรรมชาติ
เด็กซ์กล่าวว่า หัวหน้าทีมปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่แลกเปลี่ยนเงินตรา และชักจูงเหยื่อให้โอนเงินเข้าบัญชีกลางที่มีหมายเลขบัญชีธนาคารเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ตามบันทึกของศาล เครือข่ายหลอกลวงในบอเรย์โบอาว ซึ่งเป็นที่พักของเด็กซ์นั้น อยู่ภายใต้การดูแลของหัวหน้าทีมหลักที่ประสานงานกับเพื่อนร่วมงานชาวจีนที่ไม่เปิดเผยชื่อ หัวหน้าทีมคนอื่น ๆ ทำหน้าที่จัดการงานประจำวัน รวมถึงการเขียนบทและฝึกอบรมคนงาน ตลอดจนการจัดหาพนักงานและการยึดหนังสือเดินทาง
ตำรวจเกาหลีใต้แจ้งว่า ได้ออกหมายจับและหมายแดงของอินเตอร์โพลสำหรับหัวหน้าทีมคนอื่น ๆ แล้ว และกำลังติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัยร่วมกับทางการกัมพูชา
สแกมเมอร์หลายคนรายงานว่า ถูกกระทำรุนแรงอย่างน่าสยดสยองในที่พักต่าง ๆ แต่เด็กซ์กล่าวว่า ส่วนที่บริหารโดยชาวเกาหลีนั้น “แทบไม่มีความรุนแรง” และเขาไม่เคยถูกทำร้ายร่างกาย แต่หัวหน้างานเตือนว่าคนงานที่ทำงานได้ไม่ดีและเป็นหนี้บริษัทจะถูก “ขาย” ให้กับกลุ่มชาวจีน ซึ่งมีการทุบตีและการช็อตไฟฟ้า เมื่อเขาเห็นคนงานคนหนึ่งหายตัวไปอย่างเงียบ ๆ เขาจึงสาบานว่าจะไม่ยอมให้ตัวเองเป็นแบบนั้น
เมื่อเด็กซ์อยู่ในสถานที่นั้นได้ 3 เดือน เพื่อหลบหนีตำรวจ กลุ่มอาชญากรจึงย้ายไปยังพื้นที่ห่างไกลใกล้ชายแดนเวียดนาม ในช่วงที่อนุญาตให้ออกไปข้างนอกได้ทุก ๆ 2 สัปดาห์ เด็กซ์ฉวยโอกาสหลบหนี เขาขึ้นแท็กซี่ตรงไปยังพนมเปญโดยมีเพียงโทรศัพท์มือถือและเงินสดพอสำหรับค่าโดยสาร และซ่อนตัวในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เช้าวันรุ่งขึ้นเขาไปที่สถานทูตเกาหลีใต้และเริ่มกระบวนการส่งตัวกลับประเทศ
ไม่ใช่ว่าเหยื่อที่ถูกหลอกมาเป็นสแกมเมอร์ทุกคนจะโชคดีเช่นนั้น เมื่อเดือน ก.ค. 2025 พัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีตวัย 22 ปีบอกกับครอบครัวว่าเขากำลังจะไปงานมหกรรมจัดหางาน
หลายสัปดาห์ต่อมา ศพของเขาถูกพบภายในรถยนต์ในจังหวัดกำปอต รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า อาคารที่เขาพักอยู่นั้นถูกระบุว่าเป็นฐานสแกมเมอร์ โดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่าเขาเสียชีวิตจาก “อาการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานอย่างรุนแรง” โดยมีร่องรอยฟกช้ำและบาดเจ็บทั่วร่างกาย
ทางการได้ตั้งข้อหาชายชาวจีน 3 คน และคนอื่น ๆ อีก 2 คน ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ พัค มินโฮ ผู้ร่วมกระทำความผิดอีก 2 คนยังคงหลบหนีอยู่ ตามรายงานของรัฐบาลกัมพูชา
เด็กซ์ซึ่งตอนนี้กลับไปเกาหลีใต้แล้ว ยังคงได้รับข้อความข่มขู่ทางเทเลแกรมจากแก๊งที่เขาหนีออกมา จากนั้นเขาได้เห็นรายงานข่าวเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการซื้อขายเดียวกันกับที่องค์กรของเขาใช้หลอกลวงเหยื่อ ในตอนท้ายของข่าว มีคนแสดงความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดการติดต่อ ขอให้ใครก็ตามที่มีข้อมูลให้ติดต่อมา
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงโทรไป ผู้หญิงที่รับสายคือ “เคลย์” (นามสมมติ) เหยื่อที่สูญเสียเงินให้แก๊งสแกมเมอร์มากกว่า 138,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.3 ล้านบาท)
เคลย์ซึ่งติดตามคดีนี้อยู่ ได้โน้มน้าวให้เด็กซ์พูดคุยกับตำรวจ ในตอนแรกเขาต่อต้าน เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นอาชญากร แต่ในที่สุดเขาก็ได้มอบรูปถ่าย เอกสาร และบันทึกการสนทนา ซึ่งช่วยให้ตำรวจรวมคำร้องเรียนต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นการสืบสวนที่ใหญ่ขึ้น
เจ้าหน้าที่พบคำร้องเรียนที่เชื่อมโยงกันมากกว่าร้อยรายการ รวมเป็นเงินที่สูญเสียไปประมาณ 8.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 250 ล้านบาท)
การตัดสินใจครั้งนั้นนำมาซึ่งการสอบสวนนานหลายเดือนและค่ำคืนที่นอนไม่หลับ แต่ในที่สุดก็มีความคืบหน้า “เมื่อพวกเขาเริ่มจับกุมสมาชิก การข่มขู่ก็หยุดลง” เด็กซ์กล่าว
ตั้งแต่นั้นมา เคลย์ได้รวบรวมกลุ่มชาวเกาหลีที่ถูกหลอกลวง สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วยแม่ลูกสอง ชายที่หย่าร้าง หญิงที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัวจากการฆ่าตัวตายเพราะถูกสแกมเมอร์หลอกเอาเงินไป
เคลย์กล่าวว่า ความสูญเสียเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการที่ใหญ่กว่า เมื่อพวกเขาเปรียบเทียบบันทึกการแชตและการบันทึกเสียง ก็พบว่าชายชาวเกาหลีคนเดียวกัน คือ “คัง ดาวิต” ได้ปรากฏตัวภายใต้ชื่อที่แตกต่างกันในแพลตฟอร์มการซื้อขายปลอมหลายแห่ง ทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนโดยใช้เทคโนโลยี deepfake ช่วยในการหลอกลวง
คังถูกตำรวจกัมพูชาจับกุมในเดือน ก.พ. 2025 และถูกส่งตัวกลับเกาหลีใต้พร้อมกับภรรยาเมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา
สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า นี่เป็นการส่งตัวกลับครั้งใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ฉ้อโกงชาวเกาหลีใต้กว่า 860 คน เป็นเงินประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 พันล้านบาท)
บันทึกของศาลเกาหลีใต้ระบุว่า คังถูกออกหมายแดงของอินเตอร์โพลในเดือน ก.ย. 2024 และใช้ภาพ deep fake ปลอมตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงินโดยอ้างว่าเป็นคำแนะนำด้านการลงทุน
ส่วน อัน ยองจี ภรรยาของคัง ก็ถูกออกหมายแดงเช่นกัน โดยถูกระบุว่าเป็นผู้ดำเนินการศูนย์บริการทางโทรศัพท์ โดยใช้ชื่อปลอมหลายชื่อเพื่อตีสนิทกับเหยื่อและล่อลวงให้โอนเงิน
สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระบุว่า “เพื่อหลบเลี่ยงทางการเกาหลีใต้ ผู้ต้องสงสัยได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนเองด้วยการศัลยกรรมพลาสติกขณะหลบซ่อนตัว”
ปัจจุบัน เด็กซ์ทำงานกะยาวที่โรงงานผลิตเบาะรถยนต์ แต่พ่อแม่ของเขายังคงเชื่อว่าเขาแค่เดินทางไปท่องเที่ยวอยู่ในกัมพูชานาน 3 เดือนเท่านั้น และเขาก็ตั้งใจที่จะให้เป็นเช่นนั้นต่อไป
เรียบเรียงจาก CNN