ที่ประเทศเนปาล เกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้ประท้วงที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่น Gen Z หลายพันคนออกมารวมตัวกันใกล้อาคารรัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวง เพื่อคัดค้านการตัดสินใจแบนแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง Facebook, X และ YouTube รวมถึงแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลในวงกว้าง
ตำรวจเนปาลได้ใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำแรงดันสูง และตะบอง เพื่อสลายการชุมนุม หลังผู้ประท้วงพยายามฝ่าแนวลวดหนามและบุกเข้าสู่พื้นที่หวงห้ามใกล้อาคารรัฐสภา
โฆษกตำรวจกาฐมาณฑุระบุว่า จากการปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิต 17 รายในกรุงกาฐมาณฑุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 400 คน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 100 นาย
นอกจากนี้ ตำรวจท้องถิ่นยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอีก 2 รายในเมืองอิตาฮารี ทางตะวันออก ระหว่างการประท้วงหลังมีการประกาศเคอร์ฟิว
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเร่งด่วนและโปร่งใสต่อกรณีการเสียชีวิต และกระตุ้นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการกำกับดูแลสื่อสังคมออนไลน์อีกครั้ง
สัปดาห์ที่แล้ว ทางการเนปาลได้สั่งปิดกั้นแพลตฟอร์มสังคมออนไลน์ 26 แห่ง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามเส้นตายในการลงทะเบียนกับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ชาวเนปาลเริ่มประสบปัญหาในการเข้าถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ แม้ว่าบางรายใช้ VPN เพื่อหลบเลี่ยงการปิดกั้นก็ตาม ล่าสุด มี 2 แพลตฟอร์มที่กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง หลังลงทะเบียนกับกระทรวง
รัฐบาลเนปาลยืนยันว่าไม่ได้แบนแพลตฟอร์มโซเชียล แต่ต้องการทำให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศ โดยให้เหตุผลว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแล เพื่อจัดการกับข่าวปลอม ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง และการฉ้อโกงออนไลน์
ผู้ประท้วงบางคนกล่าวว่า พวกเขาต้องการต่อต้าน “ท่าทีที่เป็นเผด็จการ” ของรัฐบาล ขณะที่อีกหลายคนมองว่าเนปาลมีการทุจริตแพร่หลาย และวิจารณ์รัฐบาลที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมายาวนาน
ผู้ชุมนุมอีกรายกล่าวว่า การแบนนี้มีเป้าหมายเพื่อ “ปิดเสียง” ของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงออกมา “เปล่งเสียง” ต่อต้าน และจะทำเช่นนี้ต่อไปจนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง