เมื่อวันที่ 9 ก.ย. ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ได้แต่งตั้ง “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” พันธมิตรใกล้ชิด เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฝรั่งเศส โดยเกิดขึ้น 24 ชั่วโมงหลังจากการลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งทำให้ ฟรองซัวส์ บายรู พ้นจากตำแหน่ง
เลอกอร์นู วัย 39 ปี เป็นหนึ่งในผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง และเขาใช้เวลา 3 ปีที่ผ่านมาในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีผลงานมุ่งเน้นไปที่การตอบสนองของฝรั่งเศสต่อสงครามของรัสเซียในยูเครน
ในแถลงการณ์ของรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า เลอกอร์นู ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 7 ในสมัยประธานาธิบดีมาครง ได้รับมอบหมายให้ปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ เพื่อนำร่างงบประมาณฉบับต่อไปของฝรั่งเศสมาใช้
การผลักดันงบประมาณในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเสียงข้างน้อยเป็นสิ่งที่ทำให้บายรูต้องตกที่นั่งลำบาก โดยฝ่ายค้านทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาจัดต่างประณามการแต่งตั้งเลอกอร์นู
เลอกอร์นูโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า เขาได้รับความไว้วางใจจากประธานาธิบดีให้ “สร้างรัฐบาลที่มีทิศทางที่ชัดเจน ปกป้องเอกราชและความแข็งแกร่งของเรา รับใช้ประชาชนชาวฝรั่งเศส และสร้างหลักประกันเสถียรภาพทางการเมืองและสถาบันเพื่อเอกภาพของประเทศ”
ภารกิจเร่งด่วนของเขาคือการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของฝรั่งเศสที่พุ่งสูงถึง 3.3 ล้านล้านยูโร (ราว 123 ล้านล้านบาท) เมื่อต้นปีนี้ คิดเป็น 114% ของ GDP ของประเทศ
บายรูเคยเสนอให้ตัดงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) แต่การจะทำเช่นนั้นต้องได้รับเสียงข้างมาก เขาจึงจัดให้มีการลงมติไว้วางใจ ซึ่งจบลงด้วยการที่รัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจด้วยคะแนนเสียง 364 ต่อ 194
ด้าน เอดัวร์ ฟิลิปป์ อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกของมาครงในช่วงปี 2017-2020 มองว่า เลอกอร์นูเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเขาได้เรียนรู้อะไรมากมายในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม
“ผมรู้จักเขามานานแล้ว ... เขารู้วิธีโต้ถกเถียง และเขาจำเป็นต้องใช้ความสามารถพิเศษนี้ในการพูดคุยและการรับฟังเพื่อหาข้อตกลงในสถานการณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน” ฟิลิปป์กล่าว
ฟิลิปป์เชื่อว่า เลอกอร์นูจะต้องหาวิธีดึงพรรคสังคมนิยมเข้ามาร่วมด้วย เขาคิดว่าการหาเสียงข้างมากนั้นเป็นไปได้อย่างแน่นอน และจำเป็นด้วย เพราะหากไม่มีการประนีประนอมข้อตกลงงบประมาณ วิกฤตทางการเมืองครั้งใหม่จะปะทุขึ้น และการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เรียบเรียงจาก BBC