เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ผลการสำรวจดัชนีนวัตกรรมโลก (GII) โดยองค์การสหประชาชาติออกมาว่า “ประเทศจีน” เข้ามาติดอันดับ 10 ประเทศที่มีนวัตกรรมสูงสุดในโลกได้เป็นครั้งแรก
ดัชนี GII ตัดสินจาก 139 ประเทศ พิจารณาจากตัวชี้วัด 78 ข้อ โดยประเทศจีน ซึ่งสนับสนุนและลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา ได้เข้ามาแทนที่เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป
สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 นับตั้งแต่ปี 2011 ตามมาด้วยสวีเดนและสหรัฐฯ
ส่วนอันดับต่อจากนั้น ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก
GII ระบุว่า จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศที่ใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนามากที่สุด เนื่องจากกำลังปิดช่องว่างด้านเงินทุนภาคเอกชนอย่างรวดเร็ว
จีนมีส่วนสนับสนุนการยื่นขอจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศประมาณ 1 4 ในปี 2024 และยังคงเป็นประเทศที่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรมากที่สุด ขณะที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ซึ่งคิดเป็น 40% ของการยื่นขอจดสิทธิบัตรทั้งหมด ต่างก็มีอัตราดังกล่าวลดลงเล็กน้อย
การถือครองสิทธิบัตรถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่แสดงถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมของประเทศ
ผลสำรวจระบุว่า แนวโน้มนวัตกรรมโลกกำลังเผชิญอุปสรรคจากการลงทุนที่ลดลง
การเติบโตของงานวิจัยและพัฒนา (R&D) คาดว่าจะชะลอตัวลงเหลือ 2.3% ในปี 2025 จาก 2.9% ในปีที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2010 หลังวิกฤตการณ์ทางการเงิน
ซาชา วุนช์-วินเซนต์ จาก GII กล่าวว่า เมื่อมองในระยะยาว เยอรมนีไม่ควรวิตกกังวลกับการร่วงลงมาอยู่อันดับที่ 11
ดาเรน ถัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WTO) ของสหประชาชาติ กล่าวว่า “ความท้าทายสำหรับเยอรมนีคือ จะกลายเป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างไร ควบคู่ไปกับสถานะที่แข็งแกร่งและยาวนานหลายทศวรรษในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมอุตสาหกรรม”
เรียบเรียงจาก Reuters