วันที่ 1 ต.ค. เวลา 00.01 น. ตามเวลาเขตตะวันออก (11.01 น. ตามเวลาประเทศไทย) รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” (Government Shutdown) หลังจากการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติจัดสรรงบประมาณไม่ประสบผลสำเร็จ
โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติ 55 ต่อ 45 เสียงในการผลักดันร่างงบประมาณ ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 60 เสียง ทำให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดจำเป็นต้องยุติกิจกรรมทุกอย่าง ยกเว้นกิจกรรมที่จำเป็น เช่น การบังคับใช้กฎหมาย
ในสหรัฐฯ การชัตดาวน์เกิดขึ้นเมื่อกฎหมายงบประมาณที่จำเป็นต่อการจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลกลางยังไม่มีผลบังคับใช้ก่อนปีงบประมาณถัดไป โดยจะจำกัดกิจกรรมและบริการของหน่วยงานรัฐ ยุติการดำเนินงานที่ไม่จำเป็น พักงานพนักงานที่ไม่จำเป็น และคงไว้เฉพาะพนักงานที่จำเป็นในหน่วยงานที่มีหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์
นั่นทำให้การชัตดาวน์นี้อาจส่งผลกระทบต่อทุกอย่างในสหรัฐฯ ตั้งแต่การเดินทางทางอากาศไปจนถึงรายงานการจ้างงานรายเดือน
การแก้ไขปัญหาในนาทีสุดท้ายดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติความขัดแย้งได้ ข้อตกลงใด ๆ จะต้องได้รับการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ประชุม
จอห์น ธูน ผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา กล่าวว่า สภาจะลงมติอีกครั้งเกี่ยวกับมาตรการที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านในวันที่ 1 ต.ค.
การเผชิญหน้าเรื่องงบประมาณของสหรัฐฯ กลายเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากการเมืองของประเทศมีภาวะไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น คราวนี้ พรรคเดโมแครตยืนกรานว่า ร่างกฎหมายงบประมาณใด ๆ จะต้องรวมเงินอุดหนุนด้านการดูแลสุขภาพเพิ่มเติม ขณะที่พรรครีพับลิกันยืนกรานว่าควรพิจารณาทั้งสองประเด็นแยกกัน
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ยิ่งเติมเชื้อไฟให้รุนแรงขึ้น โดยก่อนการลงประชามติในวันที่ 30 ก.ย. เขาขู่ว่าจะยกเลิกโครงการที่พรรคเดโมแครตสนับสนุน และจะปลดพนักงานรัฐบาลกลางเพิ่มหากรัฐบาลชัตดาวน์
การปลดพนักงานเช่นนี้จะนำไปสู่ภาวะสมองไหลของรัฐบาลต่อไป พนักงานมากกว่า 150,000 คนมีกำหนดจะลาออกจากระบบเงินเดือนของรัฐบาลกลางในสัปดาห์นี้ หลังจากรับเงินชดเชยจากนโยบายยินดีลาออกเพื่อลดงบประมาณของรัฐบาล ซึ่งเป็นการลาออกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี
ในจดหมายถึงพนักงานที่กำลังจะถูกพักงานในเร็ว ๆ นี้ หลายหน่วยงาน รวมถึงกระทรวงยุติธรรมและสำนักงานประกันสังคม ได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่าเป็นต้นเหตุของการชัตดาวน์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการละเมิดบรรทัดฐานปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐจากแรงกดดันจากพรรคการเมือง
หน่วยงานต่าง ๆ ยังได้ออกแผนการปิดหน่วยงานโดยละเอียด ซึ่งจะปิดหน่วยงานที่ทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การบริการลูกค้า และกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็น และให้พนักงานหลายหมื่นคนหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง
แต่กองกำลังทหาร เจ้าหน้าที่รักษาชายแดน และบุคลากรอื่น ๆ ที่ทำงานที่ถือว่า “จำเป็น” จะยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่จะไม่ได้รับค่าจ้างจนกว่ารัฐสภาจะยุติความขัดแย้ง
รัฐบาลสหรัฐฯ ชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในปี 2018 และ 2019 เป็นเวลา 35 วัน ในช่วงวาระแรกของทรัมป์ เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องผู้อพยพ
การชัตดาวน์ครั้งนั้นทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียเงิน 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.75 หมื่นล้านบาท) หรือคิดเป็น 0.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
สายการบินต่าง ๆ เตือนว่า การชัตดาวน์อาจทำให้เที่ยวบินล่าช้า ขณะที่กระทรวงแรงงานระบุว่า จะไม่ออกรายงานข้อมูลการว่างงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดภาวะเศรษฐกิจที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
ส่วนสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อม (Small Business Administration) กล่าวว่า จะหยุดปล่อยเงินกู้ และสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Agency) กล่าวว่า จะระงับความพยายามในการกำจัดมลพิษบางส่วน
ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการประนีประนอมใด ๆ ในรัฐสภาสหรัฐฯ จึงไม่ชัดเจนว่า การชัตดาวน์รัฐบาลจะกินเวลานานเท่าใด
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 1981 รัฐสภาสหรัฐฯ ชัตดาวน์ไปทั้งสิ้น 15 ครั้ง
สำหรับที่มาที่ไปการชัตดาวน์ครั้งนี้ เกิดกจากปัญหางบประมาณด้านการดูแลสุขภาพกลาย พรรคเดโมแครตกล่าวว่า ร่างกฎหมายงบประมาณใด ๆ ก็ตามจะต้องให้เงินอุดหนุนภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลสุขภาพราคาประหยัด (Affordable Care Act) ถาวร ซึ่งจะหมดอายุในสิ้นปีนี้
โดยหากไม่มีการแก้ไข ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพสำหรับชาวอเมริกัน 24 ล้านคนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และจะเกิดผลกระทบอย่างไม่สมส่วนในรัฐที่พรรครีพับลิกันควบคุม เช่น ฟลอริดาและเท็กซัส ซึ่งปฏิเสธที่จะบังคับใช้กฎหมายในส่วนอื่น ๆ ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้มีรายได้น้อย
ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวว่า “เรารับประกันต่อชาวอเมริกันว่าเราจะต่อสู้อย่างเต็มที่เพื่อการดูแลสุขภาพของพวกเขา”
พรรครีพับลิกันกล่าวว่า พวกเขาพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา แต่กล่าวหาพรรคเดโมแครตว่าใช้งบประมาณเป็นตัวประกันเพื่อตอบสนองความต้องการของฐานเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026
“ความมุ่งมั่นของฝ่ายซ้ายจัดที่จะคัดค้านทุกสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดหรือทำนั้นไม่ใช่เหตุผลที่ดีที่จะทำให้ชาวอเมริกันต้องทนทุกข์ทรมานจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล” ธูนกล่าว
ทั้งนี้จากข้อมูลของ CBS Newsหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ 5 แห่งที่มีพนักงานถูกพักงานมากที่สุด ได้แก่
- กระทรวงกลาโหม (พนักงานพลเรือน): 334,904 คน ถูกพักงาน และ 406,573 คน ทำงานต่อแบบไม่ได้ค่าจ้าง
- กระทรวงสาธารณสุข: 32,460 คน ถูกพักงาน และ 47,257 คน ทำงานต่อแบบไม่ได้ค่าจ้าง
- กระทรวงพาณิชย์: 34,711 คน ถูกพักงาน และ 8,273 คน ทำงานต่อแบบไม่ได้ค่าจ้าง
- กระทรวงการต่างประเทศ: 16,651 คน ถูกพักงาน และ 10,344 คน ทำงานต่อแบบไม่ได้ค่าจ้าง
- นาซา: 15,094 คน ถูกพักงาน และ 3,124 คน ทำงานต่อแบบไม่ได้ค่าจ้าง