ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 2026 ซึ่งทำให้พรรคกลับมาควบคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ไม่ได้หมายถึงเพียงการสลับขั้วเสียงข้างมากในสภาคองเกรส แต่จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจในกรุงวอชิงตันอย่างมีนัยสำคัญตลอด 2 ปีสุดท้ายของวาระประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เดโมแครตได้เสียงเกินเกณฑ์ 218 ที่นั่งที่จำเป็นต่อการครองสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ในวุฒิสภา พรรคขึ้นไปถึงอย่างน้อย 53 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากโดยตรง
ผลที่ตามมาคือ ทรัมป์จะไม่ได้ทำงานร่วมกับสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันควบคุมอีกต่อไป และหลายเรื่องที่รัฐบาลเคยผลักดันได้ง่ายในช่วง 2 ปีแรก อาจต้องเผชิญกับการต่อรอง การตรวจสอบ และการขัดขวางมากขึ้น
เดโมแครตคุมคณะกรรมาธิการ-เรียกเอกสารได้
อำนาจสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เดโมแครตจะได้รับจากการครองสภาผู้แทนราษฎร คือการเข้าควบคุมคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ของสภา นั่นหมายความว่า พรรคสามารถกำหนดวาระการตรวจสอบรัฐบาล เปิดการไต่สวน เรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงมาให้ปากคำ และใช้อำนาจออกหมายเรียก หรือ Subpoena เพื่อเรียกเอกสารและพยานได้
อำนาจดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญการตรวจสอบจากสภาคองเกรสอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไต่สวนต่อสาธารณะ ซึ่งอาจกินทั้งเวลาและทรัพยากรของทำเนียบขาว
เดโมแครตยังสามารถหยุดร่างกฎหมายที่รัฐบาลทรัมป์หรือรีพับลิกันต้องการผลักดันผ่านสภาผู้แทนฯ ได้ เนื่องจากรีพับลิกันจะไม่สามารถผ่านกฎหมายในสภาล่างด้วยเสียงของตัวเองอีกต่อไป
วุฒิสภาก็สำคัญ เพราะคุมการแต่งตั้งคนของประธานาธิบดี
การได้เสียงข้างมากในวุฒิสภามีผลต่อทรัมป์โดยตรงเช่นกัน เพราะวุฒิสภามีหน้าที่ให้ความเห็นชอบบุคคลที่ประธานาธิบดีเสนอแต่งตั้งในตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูง เอกอัครราชทูต ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง รวมถึงผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ
เมื่อเดโมแครตครองเสียงข้างมาก พรรคจึงสามารถขัดขวางหรือชะลอการแต่งตั้งบุคคลของทรัมป์ และบังคับให้ทำเนียบขาวต้องต่อรองมากขึ้น
ประเด็นนี้จะยิ่งสำคัญหากเกิดตำแหน่งว่างในศาลสูงสุดหรือศาลรัฐบาลกลางในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ เพราะทรัมป์จะไม่สามารถอาศัยเสียงรีพับลิกันในวุฒิสภาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับการเสนอชื่อได้เหมือนช่วงต้นรัฐบาล
รัฐบาลทรัมป์เตรียมเจอมรสุมการสอบสวน
จากท่าทีของแกนนำเดโมแครต มีหลายประเด็นที่อาจกลายเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบเมื่อพรรคเข้าควบคุมคณะกรรมาธิการอย่างเต็มรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือธุรกิจและผลประโยชน์ของครอบครัวทรัมป์
โรเบิร์ต การ์เซีย ซึ่งมีแนวโน้มจะขึ้นเป็นประธานคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การตรวจสอบประเด็นที่เขาเรียกว่า “การทุจริตของครอบครัวทรัมป์” จะเป็นหนึ่งในลำดับความสำคัญ รวมถึงธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซีของทรัมป์
เดโมแครตยังอาจตรวจสอบการทำงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ หรือ ICE และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจของหน่วยงานเหล่านี้
อีกเรื่องหนึ่งคือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ซึ่งสภาคองเกรสมีการตรวจสอบอยู่แล้ว และอาจถูกเดินหน้าต่อภายใต้การควบคุมของเดโมแครต
ขณะเดียวกัน สมาชิกเดโมแครตบางส่วนยังต้องการตรวจสอบกระทรวงกลาโหมและสัญญาของรัฐบาลที่มีรายงานว่าอาจเกี่ยวข้องกับบริษัทที่เชื่อมโยงกับครอบครัวทรัมป์
"ถอดถอนทรัมป์" อาจคัมแบ็ก?!
อีกคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เดโมแครตจะพยายามถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่ 3 หรือไม่ โดยฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร ระบุไว้ก่อนการเลือกตั้งว่า พรรคยังไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ใดออก
ขณะเดียวกัน สมาชิกเดโมแครตบางส่วนเรียกร้องให้เดินหน้ากระบวนการดังกล่าว ขณะที่ภายในพรรคเองก็มีการถกเถียงว่า การมุ่งเน้นเรื่องถอดถอนจะเป็นเส้นทางทางการเมืองที่เหมาะสมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แม้เดโมแครตจะสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรผ่านญัตติถอดถอนได้ แต่การปลดประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาด้วยเสียงสองในสาม
ดังนั้น การครองเสียงข้างมากธรรมดาในวุฒิสภาจึงไม่ได้หมายความว่าเดโมแครตสามารถปลดทรัมป์ออกจากตำแหน่งได้โดยลำพัง
เดโมแครตจะผลักดันนโยบายอะไร?
นอกเหนือจากการตรวจสอบรัฐบาล เดโมแครตยังต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ชัยชนะครั้งนี้สามารถเปลี่ยนเป็นนโยบายที่จับต้องได้ เจฟฟรีส์เคยระบุว่า พรรคต้องการให้ความสำคัญกับหลายเรื่อง เช่น การย้อนกลับการตัดงบ Medicaid การต่ออายุความช่วยเหลือภายใต้ Affordable Care Act การนำอำนาจด้านภาษีศุลกากรกลับมาอยู่ภายใต้การกำกับของสภาคองเกรส และการยุติสงครามกับอิหร่าน
ประเด็นค่าครองชีพและสาธารณสุขมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นประเด็นหลักที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่พอใจกับรัฐบาลก่อนการเลือกตั้ง
ดังนั้น หากเดโมแครตใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการสอบสวนทรัมป์ โดยไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพได้ พรรคเองก็อาจเผชิญแรงกดดันจากฐานเสียงเช่นกัน
ทรัมป์ต้องเจรจาเรื่องงบประมาณกับเดโมแครตมากขึ้น
การครองสภาคองเกรสยังเพิ่มอำนาจต่อรองของเดโมแครตในเรื่องงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาลกลาง การผลักดันงบประมาณหรือกฎหมายการเงินสำคัญจะไม่สามารถดำเนินไปได้แบบเดิม หากทำเนียบขาวไม่ได้รับความร่วมมือจากเสียงข้างมากในสภา
สิ่งนี้อาจนำไปสู่การเจรจาที่ยืดเยื้อระหว่างทำเนียบขาวกับผู้นำเดโมแครต และเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งด้านงบประมาณ หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้
ชนะทั้ง 2 สภา ไม่ได้แปลว่าเดโมแครตทำได้ทุกอย่าง
แม้เดโมแครตจะควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะสามารถผ่านกฎหมายทุกฉบับได้ตามต้องการ ข้อจำกัดสำคัญประการแรกคืออำนาจวีโต (Veto) ของประธานาธิบดี
ทรัมป์ยังสามารถใช้อำนาจยับยั้งร่างกฎหมายที่สภาคองเกรสส่งมาให้ลงนามได้ หากเดโมแครตไม่มีเสียงมากพอที่จะล้มวีโตดังกล่าว
นอกจากนี้ วุฒิสภายังมีระบบ Filibuster ซึ่งทำให้กฎหมายทั่วไปหลายประเภทต้องใช้เสียงอย่างน้อย 60 เสียง เพื่อยุติการอภิปรายและเดินหน้าลงมติ
ด้วยเสียงข้างมากในวุฒิสภาที่ยังไม่ถึง 60 เสียง เดโมแครตจึงยังต้องดึงเสียงจากรีพับลิกันบางส่วน หากต้องการผ่านกฎหมายสำคัญหลายประเภท
ดังนั้น ชัยชนะของเดโมแครตจึงไม่ได้ทำให้พรรคคุมวอชิงตันทั้งหมด แต่ทำให้ทรัมป์สูญเสียความได้เปรียบทางการเมืองที่เคยมีอย่างมาก
บทเรียนจากปี 2018 อาจเกิดซ้ำ?
สถานการณ์มีบางส่วนคล้ายกับปี 2018 ซึ่งเป็นช่วงกลางวาระแรกของทรัมป์ เมื่อเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาคุมสภาผู้แทนราษฎรได้
หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการของสภาได้เปิดการสอบสวนรัฐบาลและธุรกิจของทรัมป์หลายสิบเรื่อง รวมถึงประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์และการสอบสวนเรื่องรัสเซีย
ประมาณหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งกลางเทอม สภาผู้แทนราษฎรที่เดโมแครตควบคุมลงมติถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งแรก ก่อนที่วุฒิสภาซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของรีพับลิกันจะลงมติให้เขาพ้นผิด
แต่ปี 2026 แตกต่างจากครั้งนั้นตรงที่เดโมแครตครองทั้งสองสภา ทำให้พรรคมีอำนาจต่อรองกับทำเนียบขาวมากกว่าช่วงปี 2019-2020 อย่างชัดเจน
2 ปีสุดท้ายของทรัมป์จะยากขึ้นอย่างไร?
ผลเลือกตั้งกลางเทอมทำให้โครงสร้างอำนาจที่ทรัมป์มีในช่วงครึ่งแรกของวาระเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากรัฐบาลที่เริ่มต้นวาระด้วยรีพับลิกันควบคุมทั้งสองสภา กลายเป็นประธานาธิบดีที่ต้องเผชิญกับสภาคองเกรสที่ฝ่ายค้านเป็นฝ่ายครองเสียงข้างมาก
นับจากนี้ ทรัมป์จะต้องเจอกับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การแต่งตั้งบุคคลที่ยากขึ้น การเจรจางบประมาณที่ซับซ้อนกว่าเดิม และข้อจำกัดต่อการผลักดันวาระนโยบาย
ขณะเดียวกัน เดโมแครตก็ต้องพิสูจน์ว่า อำนาจที่ได้รับจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อต่อต้านหรือสอบสวนทรัมป์ แต่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาค่าครองชีพ สาธารณสุข และปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ได้จริง
ดังนั้น ผลของการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่าใครคุมสภาคองเกรส แต่จะเป็นตัวกำหนดว่ารัฐบาลทรัมป์จะสามารถเดินหน้านโยบายได้มากน้อยเพียงใดตลอด 2 ปีสุดท้าย และการเมืองสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะร่วมมือหรือการเผชิญหน้าระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสมากขึ้นเพียงใด
ที่มา: The Guardian / NBC