4 ผลกระทบ ศรษฐกิจโลก ลุ้นเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
"ทรัมป์" เสี่ยง! เสียเสียงข้างมาก? 4 ผลกระทบเศรษฐกิจโลก ลุ้นผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
โลกจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ 3 พฤศจิกายน 2026 เมื่อชาวอเมริกันออกไปเลือกสมาชิกสภาคองเกรส ซึ่งผลเลือกตั้งครั้งนี้อาจส่งผลไปถึงตั้งแต่การเมืองภายในประเทศ และยังอาจส่งแรงกระเพื่อมถึงตลาดหุ้นโลก นโยบายการค้า หนี้สาธารณะ และค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องติดตาม
โดยวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 สหรัฐฯ เตรียมจัดการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) โดยมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และสมาชิกวุฒิสภา 35 ที่นั่ง
เพื่อกำหนดทิศทางอำนาจในสภาคองเกรสตลอด 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ถ้าโฟกัสกันที่ประเด็นตลาดกำลังจับตา คือ หากพรรคเดโมแครตสามารถเรียกคืนเสียงข้างมากในสภาได้ จะส่งผลต่อการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์อย่างไร และจะกระทบต่อตลาดการเงินโลกมากน้อยแค่ไหน
โดยมี 4 ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม
1. ตลาดหุ้นโลก จับตาความไม่แน่นอนทางการเมือง
ผลเลือกตั้งอาจส่งผลต่อความคาดหวังของนักลงทุน โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางนโยบายรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม Morgan Stanley ประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาไม่ได้หมายความว่านโยบายเศรษฐกิจจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทันที แต่ที่ต้องติดตามคือ ผลเลือกตั้งจะแตกต่างจากสิ่งที่ตลาดคาดการณ์ไว้มากน้อยเพียงใด มากกว่าดูเพียงว่าพรรคใดเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งหมายถึงการติดตามทิศทางผลประกอบการบริษัท นโยบายการเงิน และแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปด้วย
2. สงครามการค้า ภาษีทรัมป์จะเปลี่ยนหรือไม่?
ประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่โลกจับตามากที่สุด เพราะมาตรการภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลต่อการค้าของโลกอย่างมาก ซึ่งหากเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภา อาจเพิ่มการตรวจสอบนโยบายการค้าของรัฐบาล รวมถึงเปิดการไต่สวนและเสนอร่างกฎหมายเพื่อยกเลิกภาษีนำเข้าบางรายการ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ เพราะประธานาธิบดียังมีอำนาจวีโต้ และรัฐบาลยังสามารถดำเนินนโยบายการค้าผ่านอำนาจฝ่ายบริหารได้ ทำให้ภาคธุรกิจทั่วโลก รวมถึงผู้ส่งออกไทย ยังต้องติดตามทิศทางมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้า การแข่งขัน และการตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศ
3. หนี้สหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ความเสี่ยงการคลังยังไม่จบ
อีกโจทย์ใหญ่ที่นักลงทุนกังวลคือสถานะการคลังของสหรัฐฯ หลังหนี้สาธารณะทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ซึ่งการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6% ของ GDP หรือราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 สะท้อนแรงกดดันจากรายจ่ายภาครัฐและภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
แม้เดโมแครตจะชนะเลือกตั้งและได้เสียงข้างมากในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหาหนี้จะคลี่คลายทันที เพราะรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคม ประกันสุขภาพ และดอกเบี้ยหนี้ยังเป็นภาระระยะยาว
นอกจากนี้ หากสองพรรคมีความเห็นไม่ตรงกันเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเจรจาทางการคลัง และสร้างความกังวลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
4. จับตาทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์)
โดยผลเลือกตั้งยังอาจส่งผลต่อสินทรัพย์สำคัญอย่างค่าเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) โดยนักลงทุนบางส่วนมองว่าหากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก อาจช่วยให้เกิดการประนีประนอมด้านงบประมาณ และเป็นปัจจัยสนับสนุนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว รวมถึงค่าเงินดอลลาร์ในบางสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม หากการเมืองในสภาเกิดภาวะชะงักงัน โดยเฉพาะการเจรจาเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ ก็อาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาดการเงินได้ นักลงทุนจึงต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ควบคู่กับทิศทางค่าเงินดอลลาร์ เพราะทั้งสองปัจจัยมีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนและการลงทุนในตลาดโลก
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการชิงอำนาจระหว่างสองพรรคการเมือง แต่ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่อาจกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีสุดท้ายของรัฐบาลทรัมป์ เพราะผลเลือกตั้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านภาษี การคลัง และนโยบายการค้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจส่งผลต่อทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร ค่าเงิน และการลงทุนทั่วโลก
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB