สื่อเกาหลีใต้หลายสำนักรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 68 พวกเขาได้รับเอกสารรายงานการสอบสวนของอัยการสหรัฐฯ เกี่ยวกับคดีของ “เฉิน จื้อ” ประธานบริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป (Prince Group) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแก๊งมิจฉาชีพในกัมพูชา
เอกสารดังกล่าวเปิดเผยว่า เฉิน จื้อ ได้ติดสินบน “เจ้าหน้าที่รัฐบาลหลายประเทศ” เพื่อหลบเลี่ยงการสอบสวน และมีประเทศหนึ่งที่ออก “พาสปอร์ตทูต” สำหรับเดินทางเข้าสหรัฐฯ ให้เขา
ตามคำฟ้องของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เฉิน จื้อ ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทปรินซ์ กรุ๊ป มาตั้งแต่ประมาณปี 2558 โดยอ้างว่าดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริการทางการเงิน แต่ที่จริงแล้วเขากำลังสนับสนุน “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กล่าวหาว่า ภายใต้การนำของเฉิน บริษัท ปรินซ์ กรุ๊ป ได้จัดตั้งฐานบังคับใช้แรงงานขึ้นทั่วกัมพูชา ก่ออาชญากรรมฉ้อโกงการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล คอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม และกิจกรรมฉ้อโกงอื่น ๆ และใช้เครือข่ายบริษัทขนาดใหญ่ฟอกเงินจากอาชญากรรมเหล่านี้ ก่อให้เกิดผลกำไรมหาศาล
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประเมินว่า เหยื่อทั่วโลกได้รับความเสียหายเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ระบุว่า “เฉิน จื้อ และผู้สมรู้ร่วมคิดใช้อิทธิพลทางการเมืองในหลายประเทศเพื่อหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงกระทรวงความมั่นคงสาธารณะและกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีน”
พวกเขาติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อให้ได้ข้อมูลก่อนการบุกจับและยึดทรัพย์สิน และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ “บริหารความเสี่ยง” แยกต่างหากเพื่อติดตามการสืบสวน
เฉินมีบัญชีแยกประเภทส่วนตัวที่บันทึกรายละเอียดการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ซึ่งรวบรวมหลักฐานการติดสินบนและการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ
บันทึกบัญชีแสดงให้เห็นว่าในปี 2019 เฉิน จื้อ ซื้อเรือยอชต์มูลค่ากว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 98 ล้านบาท) และมอบให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลประเทศหนึ่ง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลต่างประเทศอีกท่านหนึ่งได้รับนาฬิกาหรูมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ และเจ้าหน้าที่ท่านนี้ได้ช่วยเหลือเฉินในการขอหนังสือเดินทางทูตในปี 2563
เฉินเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาโดยใช้หนังสือเดินทางทูตนี้ในเดือน เม.ย. 2566
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อธิบายว่า เฉิน จื้อ เป็นพลเมืองของจีน กัมพูชา วานูอาตู เซนต์ลูเซีย และไซปรัส แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดเป็นผู้ออกหนังสือเดินทางทูตให้กับเขา
มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงอีกว่า ปรินซ์ กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกัมพูชา ได้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาลจีน โดยราวเดือน พ.ค. 2566 เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนได้แจ้งผู้สมรู้ร่วมคิดของ เฉิน จื้อ ว่า “เราสามารถผ่อนปรนให้เจ้าหน้าที่ของ ปรินซ์ กรุ๊ปได้ ทั้งในด้านการลงโทษหรือการสอบสวน”
ผู้สมรู้ร่วมคิดของเฉินยังเคยโอ้อวดอีกว่า “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับเรา” แม้ว่าจะมีการปราบปรามอยู่รอบตัวก็ตาม
คำฟ้องยังกล่าวหาว่า ประธานเฉินเป็นผู้สั่งการโดยตรงถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเหยื่อที่ถูกบังคับใช้แรงงาน เขาเป็นผู้อนุมัติการทุบตี โดยสั่งการให้สมาชิกกลุ่มที่อยู่ในที่เกิดเหตุ “อย่าทุบตีพวกเขาจนตาย” และ “จับตาดูพวกเขาและป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนี”
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตำรวจกัมพูชาพบผู้สูญหาย 2 คนในเครือข่าย มีรายงานว่าสมาชิกคนหนึ่งได้ขอให้ประธานเฉิน “ใช้เส้นสายตำรวจของเขา”
สำนักงานอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ปรินซ์ กรุ๊ป ดำเนินโครงการหลอกลวงอย่างน้อย 10 แห่งทั่วกัมพูชา รวมถึงสีหนุวิลล์และกัมปงสปือ
เฉิน จื้อ ยังถูกกล่าวหาว่า ดูแลการฟอกเงินผิดกฎหมายที่เครือข่ายอาชญากรสร้างขึ้น โดย ปรินซ์ กรุ๊ป ก่อตั้งบริษัทสาขาที่โฆษณาเว็บไซต์พนันออนไลน์และการขุดคริปโทเคอร์เรนซี พวกเขาปลอมแปลงเงินที่ได้จากเหยื่อเป็นรายได้จากบริษัทเหล่านี้ แปลงรายได้เป็นบิตคอยน์และโอนไปยังกระเป๋าเงินคริปโทเคอร์เรนซีที่ เฉิน จื้อ ควบคุม จากนั้นบิตคอยน์ก็ถูกโอนไปยังตลาดแลกเปลี่ยนต่างประเทศ
เจ้าหน้าที่สอบสวนรายงานว่า เฉิน จื้อ และผู้สมรู้ร่วมคิดได้นำเงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรมไปซื้อของหรูหราต่าง ๆ เช่น นาฬิกาโรเล็กซ์ เรือยอชต์ เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว คฤหาสน์ และแม้กระทั่งภาพวาดของปิกัสโซ
อัยการกล่าวว่า “เฉิน จื้อ และคณะผู้บริหารได้แอบพัฒนา ปรินซ์ กรุ๊ป ให้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย จำเลยและผู้สมรู้ร่วมคิดได้ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมายขนาดใหญ่เพื่อฟอกเงินจำนวนมหาศาล”
อัยการสหรัฐฯ ประเมินว่า เฉิน จื้อ ดำเนินธุรกิจมากกว่า 100 แห่งในกว่า 30 ประเทศ
เรียบเรียงจาก KBS News / Kyunghyang Shinmun