เมื่อวันที่ 22 ต.ค. สหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบริษัทน้ำมันรัสเซีย ได้แก่ รอสเนฟต์ (Rosneft) และลุคออยล์ (Lukoil) รวมถึงบริษัทในเครือเกือบ 30 แห่ง หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียเพื่อให้เจรจายุติสงครามกับยูเครน ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปก็ได้เห็นชอบให้แบนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากรัสเซีย แบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นกัน
มาตรการคว่ำบาตรต่อ Rosneft และ Lukoil ซึ่งส่งออกน้ำมันดิบเกือบครึ่งหนึ่งของการส่งออกน้ำมันดิบทั้งหมดของรัสเซีย ถือเป็นการคว่ำบาตรครั้งแรกที่สหรัฐฯ ประกาศใช้กับรัสเซีย นับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม โดยมีเป้าหมายเพื่อตัดช่องทางรายได้จากน้ำมัน ที่เป็นแหล่งเงินทุนหลักในการทำสงครามของรัสเซีย
สหรัฐฯ หวังว่ามาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้ จะกดดันให้ปูตินกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา ด้วยการโจมตีเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ปูตินกล่าวเมื่อวันที่ 23 ต.ค. ว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร ซึ่งไม่ได้ช่วยให้ความสัมพันธ์รัสเซีย–สหรัฐฯ แน่นแฟ้นขึ้น และเป็นความพยายามที่จะกดดันรัสเซีย ซึ่งเขามองว่า “ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง”
ทั้งนี้ แม้ปูตินจะกล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรัสเซีย แต่ก็ยอมรับว่า อาจจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจบางส่วน
ผู้นำรัสเซียยังแนะให้ทรัมป์คิดให้ดีว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลของเขากำลังทำงานเพื่อใคร เมื่อที่ปรึกษาเสนอให้คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย พร้อมเตือนว่ามาตรการนี้จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
เขายังเตือนทรัมป์ว่า สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่รุนแรง หากรัสเซียถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์กของสหรัฐฯ ที่ยูเครนพยายามขอจากสหรัฐฯ แต่ยังไม่สำเร็จ
ทั้งนี้ ทรัมป์ได้ยกเลิกแผนที่จะพบกับปูตินที่ประเทศฮังการีไปแล้ว หลังจากที่ปูตินปฏิเสธข้อเสนอของเขาที่ให้ยุติสงครามในยูเครนทันที ด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิงตามแนวรบปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า สหรัฐฯ ยังไม่ปิดโอกาสที่ผู้นำทั้งสองจะพบกันโดยสิ้นเชิง