นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่วมลงนามในเอกสาร “ถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย” (Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand on the outcomes of their meeting in Kuala Lumpur, Malaysia)
โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นสักขีพยาน เมื่อเวลา 12.40 น. ตามเวลามาเลเซีย ที่ศูนย์การประชุมนานาชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า การที่นายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามในเอกสารฉบับนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายที่จะแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีตามกลไกทวิภาคี เอกสารฉบับนี้เป็นการระบุถึงวิธีการที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ เมื่อแก้ไขและดำเนินมาตรการเพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศและประชาชนทั้งสอง
เราเห็นว่าความสำคัญคือการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเฉพาะการถอนอาวุธหนักตามแนวชายแดนกลับไปที่ตั้งเดิม การกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหลาย และการหาทางบริหารจัดการพื้นที่ โดยเฉพาะการรุกล้ำมาในเขตของอีกฝ่าย โดยหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการอย่างจริงใจและจริงจัง ในคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ที่พร้อมในการปรับลดอาวุธหนักตามแนวชายแดนในเฟสแรก เราดีใจที่ได้ยินคำนี้จากนายกฯ กัมพูชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวย้ำว่า สิ่งที่ไทยอยากเน้นในการลงนามร่วมกันครั้งนี้คือ อยากเห็นการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายตามที่ได้ตกลงกัน เชื่อว่าหากมีการดำเนินการในมาตรการเหล่านี้ ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติและสามารถขับเคลื่อนความร่วมมือในประเด็นสำคัญต่อไป พร้อมเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวในช่วงต้นว่านี่เป็นโอกาสสำคัญของสันติภาพ แสดงความชื่นชมผู้นำทั้งสองที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศทั้งสองสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สันติภาพและความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนบ้าน และขอบคุณมาเลเซียที่เป็นเจ้าภาพในบรรยากาศที่ดี ทั้งนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความเสียใจต่อการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวงของไทยด้วย
นายสีหศักดิ์ ตอบคำถามสื่อมวลชนว่า หากไม่มีการปฏิบัติตามสิ่งที่ลงนามกัน กระบวนการปล่อยตัวเชลยศึกจะดำเนินต่อหรือไม่ โดยระบุว่า “เราเชื่อและหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างจริงจังและจริงใจ สิ่งที่เราได้ตกลงกัน ทั้งการลดอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เราจะจัดการปัญหาในพื้นที่อย่างสันติวิธี แต่เรามั่นใจว่านี่เป็นพันธะกรณีที่ทั้งสองฝ่ายลงนามและมีสักขีพยาน โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียนร่วมด้วย ที่สำคัญจะมีการสังเกตการณ์ของอาเซียน ส่วนการปล่อยทหารกัมพูชาที่ไทยควบคุมตัวไว้ หากเริ่มมีการถอนอาวุธหนักและเคลื่อนย้าย เราจะเริ่มกระบวนการปล่อยตัว”
“4 ประเด็นที่เราให้ความสำคัญ เชื่อว่าเป็นการลดความตึงเครียดชายแดน การถอนอาวุธหนักน่าจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทั้งสองฝ่าย รวมถึงการกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่แค่ไทยและกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงประเทศในและนอกภูมิภาค ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประชาคมโลก ส่วนการรุกล้ำดินแดน ทั้งสองฝ่ายยอมรับว่าจะบริหารจัดการอย่างสันติ เราจะดำเนินการในประเด็นสำคัญเหล่านี้ต่อไป และเชื่อว่าประเทศไทยก็จะปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเช่นกัน”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเชื่อมั่นว่า ถ้อยแถลงวันนี้จะช่วยลดความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน โดยจะมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนติดตามการปฏิบัติ เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพของทั้งสองประเทศ และไทยจะพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน หากทางกัมพูชาเริ่มดำเนินการถอนอาวุธและเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมในวันนี้
นายสีหศักดิ์ ยืนยันว่า ในการลงนามถ้อยแถลงไม่มีเรื่องการเปิดด่าน เพราะต้องรอให้เป็นไปตามขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายดำเนินการตาม 4 ข้อไปในทิศทางที่ดี ก็อาจจะพิจารณาขั้นตอนในการส่งทูตกลับประเทศตามแนวทางทางการทูต การเปิดด่านไม่ได้มีการพูดถึงและไม่ใช่เวลานี้