พลโทมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 พ.ย. ว่า แผนปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงที่ลงนามร่วมกันระหว่าง พลเอก โปว เฮง ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 ของกัมพูชา และ พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ระหว่างการประชุมพิเศษของคณะกรรมาธิการเขตแดนระดับภูมิภาคกัมพูชา-ไทย (RBC) เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมา
โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชายืนยันด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการปรับลดกำลังและถอนอาวุธหนักในขั้นที่ 1 ของระยะที่ 1 สำเร็จลุล่วงไปแล้วภายใต้การสังเกตการณ์และตรวจสอบโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา
พลโทมาลีกล่าวว่า กัมพูชาจะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายไทยเพื่อให้แน่ใจว่าแผนปฏิบัติการนี้จะถูกดำเนินการอย่างครบถ้วน ถูกต้อง มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามหลักสากล
สำหรับการถอนอาวุธหนักระยะที่ 1 นี้จะดำเนินการทั้งหมด 3 รอบ ระหว่างวันที่ 1 ถึง 21 พ.ย.
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 6 พ.ย. กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกกฎระเบียบแก้ไขข้อบังคับว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศด้านอาวุธ โดยถอดชื่อกัมพูชาออกจากรายชื่อประเทศที่อยู่ภายใต้การห้ามค้าขายยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วในวันที่ 7 พ.ย. ตามที่มีการประกาศในระบบทะเบียนหลัก (Federal Register)
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ มีมติให้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว อันเป็นผลมาจากการที่กัมพูชาเริ่มกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในด้านความร่วมมือทางการทหาร และความพยายามร่วมกันในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ
โดยหลังจากนี้ สหรัฐฯ จะพิจารณาการขายอาวุธให้กัมพูชาเป็นกรณีๆ ไป และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ของอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้ออกคำสั่งห้ามส่งออกอาวุธไปยังกัมพูชาเมื่อปี 2021 โดยให้เหตุผลถึงอิทธิพลทางของกองทัพจีนที่เพิ่มมากขึ้นในกัมพูชา รวมถึงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต