ผศ.ดร.จื่อ หยาง จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (NTU) ประเทศสิงคโปร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพจีน ได้เขียนบทวิเคราะห์บทบาทของ “จีน” ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ว่าจะสามารถหย่าศึกระหว่างสองเพื่อนบ้านในอาเซียนได้หรือไม่ เมื่อจีนมีอิทธิพลและความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ
ผศ.ดร.จื่อ หยาง มองว่า สถานการณ์ไทย-กัมพูชากำลังกลายเป็นหนึ่งในการเผชิญหน้าทางอาวุธที่ใหญ่ที่สุดและรุนแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่า อิทธิพลของจีนจะส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร?
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย
ผศ.ดร.จื่อ หยาง กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. กองทัพบกไทยได้รุกคืบในแนวรบสระแก้ว–บันเตียเมียนเจย ขณะที่กองทัพเรือไทยได้สร้างความเหนือกว่าในน่านน้ำใกล้จังหวัดเกาะกงของกัมพูชา และกองทัพอากาศไทยยังได้แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าโดยการโจมตีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ทั่วกัมพูชา รวมถึงกาสิโนและรีสอร์ตที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานสแกมเมอร์
นอกเหนือจากการสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อกองทัพกัมพูชาแล้ว ผศ.ดร.จื่อ หยาง มองว่า เป้าหมายที่กว้างกว่าของไทยอาจเป็นการยึดครองภูมิประเทศเชิงยุทธศาสตร์ตามแนวชายแดน หรือแม้กระทั่งการสร้างเขตกันชนที่จะปกป้องดินแดนไทยจากการเผชิญหน้าทางทหารในอนาคต โดยปัจจุบันกองกำลังไทยได้ควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งแล้ว
หากกองทัพไทยต้องการรุกเข้าไปในกัมพูชาให้ลึกกว่านี้ ก็มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับภูมิภาคสระแก้ว–บันเตียเมียนเจยเป็นเส้นทางหลัก เนื่องจากภูมิประเทศทางตะวันตกของกัมพูชาค่อนข้างราบเรียบ ซึ่งเหมาะสมที่สุดสำหรับยานเกราะ
การรุกที่ประสบความสำเร็จในแนวรบนี้จะเปิดเครือข่ายถนนที่สำคัญซึ่งนำไปสู่เมืองใหญ่ ๆ ในทางตะวันตกของกัมพูชา ในขณะที่ปฏิบัติการในเทือกเขาพนมดงรักจะช่วยตรึงกำลังทหารของกัมพูชาไว้ หากไทยประสบความสำเร็จในการรุกคืบไปพร้อมกันในทั้งสองแนวรบ ก็จะสามารถเพิ่มอำนาจต่อรองในระหว่างการเจรจาในที่สุดได้อย่างมาก
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของกัมพูชา
ผศ.ดร.จื่อ หยาง บอกว่า แม้จะมีอัตราการสูญเสียสูงกว่ามาก แต่กองกำลังกัมพูชายังคงต่อต้านและตอบโต้กลับอย่างแข็งขัน อย่างไรก็ตาม กองทัพกัมพูชายังคงอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ กองทัพไทยมีขนาดใหญ่กว่ากองทัพกัมพูชาถึง 3 เท่า และมีความได้เปรียบในด้านการฝึกฝน การจัดระเบียบ และอุปกรณ์มานานกว่าหลายรุ่น
กองทัพไทยมีอุปกรณ์ที่ค่อนข้างทันสมัย ใช้กระสุนนำวิถีที่มีความแม่นยำสูง และเหล่าทัพต่างๆ สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้ ในทางตรงกันข้าม กองทัพกัมพูชาส่วนใหญ่พึ่งพาอุปกรณ์ที่เก่ากว่า ขาดขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำเป็นส่วนใหญ่ และแทบไม่มีกองทัพเรือและกองทัพอากาศที่ใช้งานได้
ระบบหนึ่งของกัมพูชาที่อาจเป็นภัยคุกคามต่อกองทัพไทยคือ เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 ที่ผลิตโดยจีน ซึ่งสามารถยิงจรวดนำวิถีและไม่นำวิถีได้ไกลถึง 130 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม กองทัพบกไทยได้เตือนว่าการใช้ระบบดังกล่าวโจมตีเป้าหมายของไทยจะนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงต่อกองทัพกัมพูชา
เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างเชิงคุณภาพเหล่านี้แล้ว เป้าหมายที่เป็นไปได้จริงของกองทัพกัมพูชาคือการรักษาแนวป้องกันที่มีอยู่และแสวงหาโอกาสในการเอาชนะกองกำลังไทยผ่านการโจมตีตอบโต้ อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย
บทบาทของจีน
ผศ.ดร.จื่อ หยาง กล่าวว่า มุมมองของจีนสมควรได้รับการพิจารณาเนื่องจากมีอิทธิพลอย่างมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา
ในการติดตามความขัดแย้ง จีนอาจให้การสนับสนุนเป็นการส่วนตัวต่อการโจมตีทางอากาศของไทยต่อกลุ่มมิจฉาชีพในกัมพูชา เนื่องจากจีนเองก็ดำเนินการต่อต้านกลุ่มมิจฉาชีพทางไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางสังคมของจีน และเป็นภาระต่อชื่อเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากชาวจีนทั้งในปัจจุบันและอดีตมีบทบาทสำคัญในกลุ่มอาชญากรเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน จีนน่าจะรู้สึกไม่สบายใจกับการที่กัมพูชาสูญเสียอาวุธต่อต้านรถถังรุ่นที่ 5 ที่ผลิตโดยจีน “GAM-102LR” ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีนี้ หลังจากกองทัพไทยเข้ายึดฐานทัพกัมพูชาบนเนินเขา 500 ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสูญเสียในลักษณะเดียวกันนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีก และความขัดแย้งนี้จะเปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคและความสามารถที่แท้จริงของระบบอาวุธของจีนมากขึ้น
ผศ.ดร.จื่อ หยาง มองว่า แทนที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ จีนได้พยายามเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง โดยเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเปิดเผย ในขณะเดียวกันก็มีการเจรจาทางการทูตเบื้องหลังเพื่อนำไปสู่การหยุดยิง
มีหลายเหตุผลที่กระตุ้นให้จีนเข้ามามีบทบาท ประการแรกและสำคัญที่สุด จีนมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมากทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา
ผศ.ดร.จื่อ หยาง กล่าวว่า สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างสองประเทศจะบั่นทอนผลตอบแทนจากการลงทุนของจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การฟื้นฟูสันติภาพเป็นภารกิจเร่งด่วนสำหรัจีน
จีนมีการลงทุนขนาดใหญ่และมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งกับกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนในประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่กว่ามาก ในปี 2024 การค้าทวิภาคีระหว่างจีนและไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 1.158 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.64 ล้านล้านบาท) มากกว่าปริมาณการค้าของจีนกับกัมพูชาถึง 6 เท่า ซึ่งมีมูลค่า 1.78 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.6 แสนล้านบาท)
ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของจีนในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.08 แสนล้านบาท) ในขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.07 แสนล้านบาท)
จากตัวเลขเหล่านี้ เห็นได้ชัดว่าการสร้างสันติภาพระหว่างสองประเทศเป็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ของจีน
ประการที่สอง รัฐบาลจีนมีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่แข็งแกร่งกับผู้นำของทั้งไทยและกัมพูชา จีนและไทยเพิ่งฉลองครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่พระมหากษัตริย์ไทยเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรก
ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ของรัฐบาลจีนกับตระกูลฮุนผู้ปกครองกัมพูชาก็ดีเช่นกัน และยังคงรักษาความสัมพันธ์อันยาวนานกับสถาบันพระมหากษัตริย์กัมพูชามาตั้งแต่ทศวรรษ 1950
เครือข่ายความสัมพันธ์ทางการเมืองระดับสูงนี้ทำให้จีนมีอำนาจทางการทูตอย่างมากในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมโยงผู้นำของทั้งสองประเทศ และเป็นทางออกจากการเข้าสู่สงคราม
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คือมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ จีนจำเป็นต้องแข่งขันกับความพยายามสร้างสันติภาพของสหรัฐฯ และเพิ่มอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้พยายามสร้างภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยอาศัยวิธีการทางการทูตส่วนบุคคลและการขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษี ทรัมป์ได้อำนวยความสะดวกในการแก้ไขความขัดแย้งหลายครั้ง แม้จะเป็นเพียงระยะสั้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชื่อเสียงและอิทธิพลของสหรัฐฯ
ความพยายามของทรัมป์ได้กระตุ้นให้จีนผลักดันโครงการสร้างสันติภาพของตนเอง จีนมองว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพื้นที่อิทธิพลของตนมานานแล้ว นอกจากจะเป็นคู่ค้าสำคัญของกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว
จีนยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างบทบาทของตนในด้านความมั่นคงระดับภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงการแก้ไขความขัดแย้ง ความพยายามทางการทูตที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้จะเสริมสร้างสถานะและภาพลักษณ์ของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จีนอยากหย่าศึก แต่คนตัดสินหยุดคือไทย-กัมพูชา
ผศ.ดร.จื่อ หยาง บอกว่า การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาในเดือน ธ.ค. 68 ดูแตกต่างจากความขัดแย้งครั้งก่อน ๆ อย่างมาก เนื่องจากกองทัพไทยได้แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจนที่จะลดขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาลงอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงนี้ชี้ให้เห็นว่าสันติภาพที่ยั่งยืนอาจไม่สามารถบรรลุได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้
จีนไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เฉย ๆ แต่ได้ใช้ทรัพยากรทางการทูตและการเมืองอย่างแข็งขันเพื่ออำนวยความสะดวกในการหยุดยิง ความริเริ่มของจีนเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยและกัมพูชา ความสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับผู้นำสองประเทศ และความปรารถนาที่จะแข่งขันกับสหรัฐฯ เพื่อชิงอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จื่อ หยาง มองว่า แม้ว่าอาเซียน จีน และมหาอำนาจภายนอกอื่น ๆ จะสามารถหาทางออกให้กับความขัดแย้งได้ แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประเทศไทยและกัมพูชาเอง
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ประเทศไทยได้วางเงื่อนไขสำหรับการหยุดยิงไว้ดังนี้ กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน, การหยุดยิงต้องเป็นไปอย่างแท้จริงและยั่งยืน ไม่ใช่การหยุดชั่วคราวแล้วกลับมาใช้ความรุนแรงอีก และกัมพูชาต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงใจในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
อย่างไรก็ตาม การปะทะกันระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชายังคงดำเนินอยู่ ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในกระบวนการปรับเปลี่ยนสภาพสนามรบเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา ในท้ายที่สุด การแก้ไขความขัดแย้งจะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายที่กำลังสู้รบกัน ซึ่งกองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงปะทะกันอย่างดุเดือดตามแนวชายแดนร่วมกัน
เรียบเรียงจาก The Diplomat